นักฉุกเฉินการแพทย์มืออาชีพต้องดู บทเรียนพลิกสถานการณ์จากทั่วโลก

webmaster

**Prompt:** A Thai emergency medical technician (EMT) in a distinct orange or navy blue uniform, on-site, using a rugged tablet to video call a specialist doctor in real-time. The patient is receiving initial care in a typical Thai setting, such as a local home or a busy Bangkok street market. The scene conveys a sense of immediate, precise medical consultation, with data flowing seamlessly. Subtle overlay elements could suggest AI-assisted analysis of the patient's vitals or symptoms, emphasizing advanced communication and decision-making on the frontline.

เวลาพูดถึงเจ้าหน้าที่กู้ชีพกู้ภัย ผมเองก็เป็นคนหนึ่งที่อดไม่ได้ที่จะรู้สึกชื่นชมในความเสียสละของพวกเขาจริงๆ ครับ ในแต่ละวันที่ต้องฝ่าการจราจรที่ติดขัดในบ้านเรา เพื่อไปถึงที่เกิดเหตุให้เร็วที่สุด หรือต้องเผชิญหน้ากับสถานการณ์ฉุกเฉินที่ไม่เคยซ้ำกัน มันทำให้ผมคิดอยู่เสมอว่าอาชีพนี้ไม่ใช่แค่หน้าที่ แต่คือชีวิต และด้วยความท้าทายที่ต้องเจอ ผมจึงเกิดความสนใจอย่างมากว่า ในระดับโลกนั้น เจ้าหน้าที่กู้ชีพเขาพัฒนาและรับมือกับสิ่งเหล่านี้อย่างไรบ้าง เพื่อที่จะนำมาปรับใช้กับบริบทของประเทศเราจากการได้ศึกษาและติดตามข่าวสารด้านการแพทย์ฉุกเฉินในต่างประเทศ ผมพบว่ามีหลายนวัตกรรมและแนวคิดใหม่ๆ ที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง ไม่ว่าจะเป็นการนำ AI มาช่วยในการวินิจฉัยเบื้องต้นที่รวดเร็วขึ้น การแพทย์ทางไกล (telemedicine) ที่ช่วยให้ผู้ป่วยได้รับการปรึกษาจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญได้ทันท่วงที หรือแม้กระทั่งบทบาทของ “เจ้าหน้าที่กู้ชีพชุมชน” (community paramedicine) ที่มุ่งเน้นการดูแลสุขภาพเชิงป้องกันและลดความจำเป็นในการเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลโดยไม่จำเป็น แนวคิดเหล่านี้ไม่ใช่แค่การปรับปรุง แต่เป็นการพลิกโฉมวงการแพทย์ฉุกเฉินเลยก็ว่าได้ และในอนาคตอันใกล้ เราอาจได้เห็นการใช้โดรนส่งยาหรืออุปกรณ์ช่วยชีวิตไปยังพื้นที่ห่างไกล การเชื่อมโยงข้อมูลผู้ป่วยแบบเรียลไทม์กับโรงพยาบาลปลายทางผ่านเทคโนโลยี 5G หรือแม้แต่รถพยาบาลอัจฉริยะที่สามารถประเมินและให้การรักษาเบื้องต้นได้แม่นยำยิ่งขึ้น สิ่งเหล่านี้จะเข้ามาช่วยเสริมศักยภาพของเจ้าหน้าที่กู้ชีพในประเทศไทยให้ก้าวหน้าไปอีกขั้นแน่นอนครับ เรามาดูกันให้ละเอียดมากขึ้นในบทความนี้ครับ

พลิกโฉมการสื่อสาร: เทเลเมดิซีนและ AI ในงานกู้ชีพ

กเฉ - 이미지 1

สิ่งที่ผมเห็นมากับตาและสัมผัสได้ในปัจจุบันคือความก้าวหน้าของเทคโนโลยีการสื่อสารที่เข้ามาเปลี่ยนโฉมวงการแพทย์ฉุกเฉินไปอย่างสิ้นเชิงครับ จากเดิมที่เราต้องรอให้ถึงโรงพยาบาลก่อนถึงจะได้คุยกับหมอผู้เชี่ยวชาญ ตอนนี้เทเลเมดิซีน หรือการแพทย์ทางไกล ได้เข้ามาเติมเต็มช่องว่างตรงนี้ได้อย่างน่าทึ่ง ลองนึกภาพดูนะครับว่าเจ้าหน้าที่กู้ชีพที่กำลังปฐมพยาบาลผู้ป่วยอยู่หน้างาน สามารถเปิดกล้องวิดีโอคอลปรึกษาแพทย์เฉพาะทางได้แบบเรียลไทม์เลย มันลดความผิดพลาดและเพิ่มโอกาสรอดชีวิตได้มากขนาดไหน ผมเองก็เคยเจอเคสที่คุณลุงท่านหนึ่งเกิดอาการแน่นหน้าอกเฉียบพลันในพื้นที่ห่างไกล การที่เจ้าหน้าที่สามารถส่งภาพคลื่นไฟฟ้าหัวใจและอาการไปยังแพทย์เฉพาะทางจากที่เกิดเหตุได้ทันที ช่วยให้การวินิจฉัยเบื้องต้นเป็นไปอย่างรวดเร็วและแม่นยำ เตรียมพร้อมการรักษาที่โรงพยาบาลปลายทางได้เลย ทำให้การส่งต่อเป็นไปอย่างราบรื่นและทันท่วงที นั่นคือผลลัพธ์ที่ผมเห็นมากับตาเลยจริงๆ

นอกจากนี้ บทบาทของปัญญาประดิษฐ์ (AI) ก็เริ่มเข้ามามีส่วนร่วมในการช่วยวินิจฉัยและตัดสินใจอย่างรวดเร็ว ผมเห็นว่าในบางประเทศมีการใช้ AI วิเคราะห์ข้อมูลผู้ป่วย เช่น ประวัติการรักษา อาการเบื้องต้นจากเสียงพูด หรือแม้กระทั่งรูปแบบการหายใจ เพื่อช่วยประเมินความรุนแรงของอาการและแนะนำแนวทางการปฐมพยาบาลที่เหมาะสมที่สุดให้กับเจ้าหน้าที่กู้ชีพ ผมเชื่อว่านี่ไม่ใช่แค่การทำงานตามโปรแกรม แต่เป็นการเสริมศักยภาพให้เจ้าหน้าที่สามารถตัดสินใจได้อย่างมั่นใจและรวดเร็วขึ้นภายใต้แรงกดดันสูง นี่เป็นสิ่งที่น่าตื่นเต้นมากสำหรับวงการแพทย์ฉุกเฉินในบ้านเราครับ

1. การประยุกต์ใช้เทเลเมดิซีนในประเทศไทย

สำหรับบริบทของประเทศไทยเรา ผมคิดว่าเทเลเมดิซีนนี่แหละคือหัวใจสำคัญในการลดช่องว่างทางการแพทย์ โดยเฉพาะในพื้นที่ห่างไกลหรือชนบทที่การเดินทางเข้าถึงโรงพยาบาลอาจจะใช้เวลานาน การมีระบบสื่อสารทางไกลที่เสถียรและเข้าถึงง่าย จะช่วยให้ผู้ป่วยได้รับการวินิจฉัยและการปฐมพยาบาลที่ถูกต้องได้ตั้งแต่แรก ผมเคยเห็นโครงการนำร่องในบางจังหวัดที่เจ้าหน้าที่กู้ชีพในท้องถิ่นได้รับการฝึกอบรมเพิ่มเติมเพื่อใช้เครื่องมือสื่อสารขั้นสูง ทำให้พวกเขากลายเป็น “หูและตา” ให้กับแพทย์ที่โรงพยาบาล ซึ่งส่งผลให้การส่งต่อผู้ป่วยวิกฤตมีประสิทธิภาพมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเลย

2. AI กับการวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อการตอบสนองที่รวดเร็ว

การใช้ AI ในการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก จะช่วยให้ระบบการแพทย์ฉุกเฉินในประเทศไทยสามารถตอบสนองต่อสถานการณ์ได้แม่นยำยิ่งขึ้นครับ ลองนึกภาพดูว่า AI สามารถวิเคราะห์แนวโน้มการเกิดอุบัติเหตุในแต่ละช่วงเวลาของวัน หรือการแพร่ระบาดของโรคในพื้นที่ต่างๆ เพื่อให้หน่วยกู้ภัยสามารถวางแผนและจัดสรรทรัพยากรได้อย่างเหมาะสม หรือแม้กระทั่งการนำ AI มาช่วยวิเคราะห์อาการผู้ป่วยจากข้อมูลที่ได้รับจากสายด่วน 1669 เพื่อให้คำแนะนำเบื้องต้นที่ถูกต้องและลดความกังวลของผู้โทร นี่ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไปแล้วในยุคที่เรามีข้อมูลมหาศาลอยู่ปลายนิ้วครับ

จากรถพยาบาลสู่ชุมชน: บทบาทใหม่ของเจ้าหน้าที่กู้ชีพ

ในต่างประเทศ มีแนวคิดที่น่าสนใจมากคือ “เจ้าหน้าที่กู้ชีพชุมชน” (Community Paramedicine) ซึ่งไม่ใช่แค่การรอรับแจ้งเหตุแล้วออกไปช่วยเหลือผู้ป่วยเท่านั้น แต่เป็นการเข้าไปดูแลสุขภาพของประชาชนในชุมชนเชิงรุกครับ เจ้าหน้าที่เหล่านี้จะได้รับการฝึกอบรมเพิ่มเติมในเรื่องการดูแลสุขภาพขั้นพื้นฐาน การป้องกันโรค การให้คำปรึกษาด้านสุขภาพ หรือแม้กระทั่งการดูแลผู้ป่วยเรื้อรังที่บ้าน ผมเคยได้ยินเรื่องราวของเจ้าหน้าที่กู้ชีพชุมชนในแคนาดาที่เข้าไปเยี่ยมผู้สูงอายุที่บ้านเป็นประจำ เพื่อดูว่าพวกเขามีอาการเจ็บป่วยอะไรหรือไม่ หรือต้องการความช่วยเหลืออะไรเป็นพิเศษรึเปล่า ซึ่งช่วยลดอัตราการเข้ารับการรักษาในห้องฉุกเฉินโดยไม่จำเป็นได้อย่างมหาศาลเลยนะครับ นี่เป็นแนวคิดที่ผมมองว่าเหมาะกับบริบทสังคมผู้สูงอายุของประเทศไทยในอนาคตอันใกล้นี้อย่างยิ่งเลยครับ

บทบาทที่เปลี่ยนไปนี้ ทำให้เจ้าหน้าที่กู้ชีพกลายเป็นมากกว่าแค่คนนำส่งผู้ป่วย แต่เป็นเหมือนผู้ดูแลสุขภาพในระดับปฐมภูมิที่เข้าถึงชุมชนได้อย่างแท้จริง การทำงานเชิงรุกแบบนี้ช่วยลดภาระงานของโรงพยาบาลได้มาก และยังช่วยให้คนในชุมชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นด้วยการเข้าถึงบริการสุขภาพได้ง่ายขึ้น ผมเห็นว่านี่เป็นหัวใจสำคัญของการสร้างระบบสุขภาพที่ยั่งยืนในระยะยาวเลยครับ

1. การดูแลสุขภาพเชิงป้องกันในชุมชน

การนำแนวคิด Community Paramedicine มาปรับใช้ในประเทศไทยจะช่วยให้เราสามารถมุ่งเน้นการดูแลสุขภาพเชิงป้องกันได้มากขึ้น แทนที่จะรอให้ผู้ป่วยอาการหนักแล้วค่อยนำส่งโรงพยาบาล เจ้าหน้าที่กู้ชีพชุมชนสามารถเข้าไปให้ความรู้ด้านสุขภาพ การตรวจคัดกรองเบื้องต้น เช่น การวัดความดันโลหิต ตรวจระดับน้ำตาลในเลือด หรือให้คำแนะนำเรื่องโภชนาการและการออกกำลังกายแก่ประชาชนในพื้นที่ ทำให้คนในชุมชนตระหนักถึงการดูแลสุขภาพของตัวเองมากขึ้น และช่วยให้ตรวจพบความผิดปกติได้ตั้งแต่เนิ่นๆ ก่อนที่อาการจะลุกลามจนเป็นอันตรายถึงชีวิต ผมคิดว่านี่คือการลงทุนที่คุ้มค่าในระยะยาวสำหรับสุขภาพของคนไทยเลยจริงๆ ครับ

2. การลดภาระโรงพยาบาลและการส่งต่อผู้ป่วยที่เหมาะสม

แน่นอนว่าเมื่อเจ้าหน้าที่กู้ชีพชุมชนเข้ามามีบทบาทในการดูแลสุขภาพเชิงรุกและให้การปฐมพยาบาลเบื้องต้นที่ดีขึ้น ก็จะช่วยลดจำนวนผู้ป่วยที่ไม่จำเป็นต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล หรือช่วยให้การส่งต่อผู้ป่วยไปยังโรงพยาบาลเป็นไปอย่างเหมาะสมกับระดับความรุนแรงของอาการ ไม่ใช่ทุกเคสที่ต้องไปห้องฉุกเฉินเสมอไป บางครั้งการดูแลที่บ้านก็เพียงพอแล้ว ซึ่งจะช่วยลดความแออัดในโรงพยาบาล ทำให้แพทย์และพยาบาลสามารถทุ่มเทเวลาให้กับผู้ป่วยวิกฤตได้อย่างเต็มที่ ผมเคยเห็นว่าในประเทศออสเตรเลีย แนวคิดนี้ช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุขโดยรวมลงได้อย่างมีนัยสำคัญ เพราะลดการใช้ทรัพยากรโรงพยาบาลที่ไม่จำเป็นลงไปได้มากเลยครับ

นวัตกรรมอุปกรณ์ช่วยชีวิต: ไฮเทคเพื่อทุกนาทีชีวิต

โลกของการแพทย์ฉุกเฉินพัฒนาไปอย่างไม่หยุดยั้ง โดยเฉพาะเรื่องของอุปกรณ์และเทคโนโลยีที่เข้ามาช่วยให้การช่วยเหลือมีประสิทธิภาพและแม่นยำยิ่งขึ้น ผมเองก็เคยประทับใจกับข่าวการใช้โดรนในการส่งยาหรืออุปกรณ์ช่วยชีวิตไปยังพื้นที่ที่รถเข้าไม่ถึง หรือพื้นที่เกิดภัยพิบัติ โดรนเหล่านี้ไม่ได้แค่บินส่งของเฉยๆ นะครับ แต่บางรุ่นสามารถถ่ายภาพความร้อนเพื่อค้นหาผู้ประสบภัย หรือแม้กระทั่งติดตั้งเครื่องกระตุกหัวใจไฟฟ้าอัตโนมัติ (AED) พร้อมระบบนำทางด้วยเสียง ทำให้คนทั่วไปที่อยู่ในเหตุการณ์สามารถปฐมพยาบาลได้ทันทีโดยมีผู้เชี่ยวชาญแนะนำผ่านระบบเสียง ผมมองว่านี่คือการย่นระยะเวลา “นาทีทอง” ที่สำคัญที่สุดในการช่วยชีวิตไปได้มหาศาลเลย

นอกจากโดรนแล้ว รถพยาบาลก็ยังถูกพัฒนาให้เป็น “โรงพยาบาลเคลื่อนที่ย่อส่วน” มากขึ้นเรื่อยๆ ครับ รถพยาบาลอัจฉริยะในต่างประเทศบางคันติดตั้งอุปกรณ์วินิจฉัยที่สามารถส่งข้อมูลไปยังโรงพยาบาลได้แบบเรียลไทม์ ทำให้แพทย์ที่โรงพยาบาลสามารถเตรียมทีมและอุปกรณ์รอรับผู้ป่วยได้อย่างทันท่วงที นอกจากนี้ยังมีการใช้ระบบนำทางอัจฉริยะที่ช่วยหลีกเลี่ยงการจราจรติดขัด และประเมินเส้นทางที่เร็วที่สุดไปยังโรงพยาบาล หรือแม้กระทั่งระบบช่วยพยุงผู้ป่วยอัตโนมัติที่ช่วยลดภาระของเจ้าหน้าที่ ผมคิดว่าสิ่งเหล่านี้จะเป็นตัวแปรสำคัญที่ช่วยให้เจ้าหน้าที่กู้ชีพในประเทศไทยทำงานได้ง่ายขึ้นและมีประสิทธิภาพมากขึ้นอย่างแน่นอนในอนาคตอันใกล้นี้ครับ

1. โดรนกู้ชีพกับการเข้าถึงพื้นที่ยากลำบาก

ลองนึกภาพเหตุการณ์น้ำท่วมหนักในภาคใต้ หรืออุบัติเหตุบนภูเขาที่รถพยาบาลเข้าไม่ถึง โดรนกู้ชีพสามารถเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้ยา เวชภัณฑ์ หรือแม้แต่เครื่อง AED ไปถึงมือผู้ป่วยได้ทันเวลา ผมเคยเห็นการทดสอบใช้โดรนส่งเลือดไปยังพื้นที่ห่างไกลในทวีปแอฟริกา ซึ่งพิสูจน์แล้วว่าสามารถช่วยชีวิตผู้ป่วยได้จริง การนำโดรนมาใช้ในไทย โดยเฉพาะในพื้นที่เสี่ยงภัยหรือเกาะแก่งต่างๆ จะเป็นการยกระดับการตอบสนองต่อเหตุฉุกเฉินไปอีกขั้น ช่วยลดความล่าช้าจากการเดินทางและเพิ่มโอกาสรอดชีวิตของผู้ป่วยได้อย่างมหาศาลเลยทีเดียว

2. รถพยาบาลอัจฉริยะ: โรงพยาบาลเคลื่อนที่แห่งอนาคต

จากประสบการณ์ที่ผมได้ศึกษามา รถพยาบาลในอนาคตจะไม่ใช่แค่ยานพาหนะสำหรับขนส่งผู้ป่วยอีกต่อไป แต่จะเป็นหน่วยปฏิบัติการทางการแพทย์เคลื่อนที่ที่เพียบพร้อมไปด้วยอุปกรณ์และเทคโนโลยี ผมเชื่อว่าในไม่ช้า เราอาจจะได้เห็นรถพยาบาลในประเทศไทยที่สามารถทำการตรวจอัลตร้าซาวด์เบื้องต้นได้ตั้งแต่ในรถ หรือมีระบบที่สามารถวิเคราะห์สัญญาณชีพและให้ข้อมูลเบื้องต้นแก่แพทย์ได้อย่างแม่นยำก่อนที่จะถึงโรงพยาบาลจริงๆ ซึ่งจะช่วยให้การรักษาต่อเนื่องและทันท่วงทีมากขึ้น ตั้งแต่ก้าวแรกที่เจ้าหน้าที่กู้ชีพเข้าไปถึงตัวผู้ป่วยเลย

หัวใจสำคัญของทีม: การฝึกอบรมและสุขภาพจิตของกู้ชีพ

นอกเหนือจากเทคโนโลยีแล้ว ผมมองว่าหัวใจสำคัญที่สุดในการพัฒนาระบบการแพทย์ฉุกเฉินคือ “คน” ครับ เจ้าหน้าที่กู้ชีพทุกคนคือแนวหน้าผู้เสียสละ ต้องเผชิญหน้ากับสถานการณ์ที่ยากลำบาก ความกดดัน และความสูญเสียอยู่ตลอดเวลา การฝึกอบรมที่ทันสมัยและครอบคลุมจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง ผมเคยมีโอกาสได้พูดคุยกับเจ้าหน้าที่กู้ภัยอาสาสมัครท่านหนึ่ง เขาเล่าให้ฟังว่าการฝึกซ้อมสถานการณ์ฉุกเฉินที่สมจริง เช่น การจำลองอุบัติเหตุหมู่ หรือสถานการณ์ไฟไหม้ที่มีผู้บาดเจ็บจำนวนมาก ช่วยให้พวกเขาตัดสินใจและรับมือกับสถานการณ์จริงได้อย่างมั่นใจมากขึ้น และรู้สึกว่าตัวเองมีความพร้อมอยู่เสมอที่จะช่วยเหลือชีวิตผู้อื่น

สิ่งหนึ่งที่ผมมองว่าสำคัญไม่แพ้กันและมักจะถูกมองข้ามไปก็คือเรื่องของสุขภาพจิตของเจ้าหน้าที่กู้ชีพครับ การต้องพบเจอเหตุการณ์สะเทือนใจซ้ำแล้วซ้ำเล่าอาจนำไปสู่ภาวะเครียดสะสมหรือภาวะหมดไฟได้ ในต่างประเทศมีการจัดตั้งโครงการดูแลสุขภาพจิตสำหรับเจ้าหน้าที่กู้ชีพโดยเฉพาะ มีการจัดกลุ่มบำบัด การให้คำปรึกษาจากนักจิตวิทยา หรือแม้กระทั่งการให้วันหยุดพักผ่อนเพื่อฟื้นฟูสภาพจิตใจ ผมเชื่อว่าการดูแลเอาใจใส่ในเรื่องนี้ จะช่วยให้เจ้าหน้าที่กู้ชีพสามารถทำงานได้อย่างเต็มศักยภาพ และยังคงรักษาจิตวิญญาณแห่งการเสียสละเพื่อผู้อื่นได้อย่างต่อเนื่องและยั่งยืน เพราะถ้าคนดูแลไม่ไหว แล้วใครจะไปดูแลคนอื่นได้จริงไหมครับ

1. การพัฒนาหลักสูตรและทักษะเฉพาะทาง

เพื่อตอบรับกับความท้าทายใหม่ๆ และเทคโนโลยีที่ก้าวหน้า การพัฒนาหลักสูตรการฝึกอบรมสำหรับเจ้าหน้าที่กู้ชีพในประเทศไทยจึงเป็นเรื่องเร่งด่วนครับ ผมเห็นว่าเราควรส่งเสริมให้มีการเรียนรู้ทักษะเฉพาะทางมากขึ้น เช่น การใช้เครื่องมือเทคโนโลยีขั้นสูง การปฐมพยาบาลสำหรับผู้ป่วยเฉพาะกลุ่ม เช่น ผู้ป่วยเด็ก ผู้สูงอายุ หรือผู้ป่วยจิตเวช รวมถึงการฝึกทักษะการสื่อสารเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้ป่วยและญาติ ซึ่งผมเชื่อว่าสิ่งเหล่านี้จะช่วยยกระดับคุณภาพของเจ้าหน้าที่กู้ชีพไทยให้ทัดเทียมกับระดับสากลได้อย่างแน่นอน

2. การสนับสนุนสุขภาพจิตและสวัสดิการ

กเฉ - 이미지 2

จากประสบการณ์ของผม การดูแลสุขภาพจิตของเจ้าหน้าที่กู้ชีพควรเป็นวาระแห่งชาติเลยก็ว่าได้ครับ พวกเขาต้องเผชิญกับภาพความรุนแรงและความสูญเสียอยู่เสมอ การจัดให้มีระบบการให้คำปรึกษาทางจิตวิทยาอย่างสม่ำเสมอ การส่งเสริมกิจกรรมผ่อนคลายความเครียด หรือการให้สวัสดิการที่เพียงพอ เช่น การประกันสุขภาพ การจัดหาอุปกรณ์ป้องกันที่ปลอดภัย จะช่วยให้เจ้าหน้าที่รู้สึกว่าองค์กรเห็นคุณค่าและห่วงใยพวกเขาจริงๆ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญมากในการสร้างขวัญและกำลังใจในการทำงานที่ต้องแบกรับภาระอันหนักอึ้ง

สร้างเครือข่ายแห่งความปลอดภัย: การมีส่วนร่วมของประชาชน

ผมเชื่อมาตลอดว่าการสร้างระบบการแพทย์ฉุกเฉินที่มีประสิทธิภาพ ไม่ใช่แค่เรื่องของเจ้าหน้าที่กู้ชีพหรือโรงพยาบาลเท่านั้น แต่ต้องอาศัยการมีส่วนร่วมจาก “ทุกคนในสังคม” ครับ การที่ประชาชนมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการปฐมพยาบาลเบื้องต้น การช่วยฟื้นคืนชีพขั้นพื้นฐาน (CPR) และการใช้เครื่อง AED ได้อย่างถูกต้อง ถือเป็นด่านแรกที่สำคัญที่สุดในการช่วยชีวิตผู้ป่วยก่อนที่เจ้าหน้าที่กู้ชีพจะไปถึง ผมเคยเห็นข่าวในต่างประเทศที่เด็กนักเรียนสามารถช่วยชีวิตเพื่อนที่หมดสติจากการใช้เครื่อง AED ได้ทันท่วงที เพราะพวกเขาได้รับการอบรมมาตั้งแต่เด็ก นั่นเป็นภาพที่น่าประทับใจและสร้างแรงบันดาลใจให้ผมมากเลยครับ

ในประเทศไทยเราเองก็มีการรณรงค์ให้ความรู้เรื่อง CPR และ AED มากขึ้น แต่ผมคิดว่าเรายังไปได้ไกลกว่านี้ครับ การสร้างเครือข่ายจิตอาสาที่ได้รับการฝึกอบรมด้านการปฐมพยาบาลเบื้องต้นอย่างเป็นระบบในแต่ละชุมชน การให้ความรู้ผ่านสื่อที่เข้าถึงง่ายและเข้าใจง่าย รวมถึงการสนับสนุนให้มีการติดตั้งเครื่อง AED ในที่สาธารณะอย่างเพียงพอ จะช่วยให้ทุกคนสามารถเป็น “พลเมืองกู้ชีพ” ได้ และนั่นจะนำไปสู่การลดอัตราการเสียชีวิตจากภาวะฉุกเฉินได้อย่างมหาศาลเลยครับ เพราะทุกนาทีมีค่าจริงๆ ในสถานการณ์ฉุกเฉิน

1. การรณรงค์ให้ความรู้ CPR และการใช้ AED สู่สาธารณะ

การขยายการรณรงค์ให้ความรู้เรื่อง CPR และการใช้เครื่อง AED ไปยังกลุ่มคนหลากหลาย โดยเฉพาะกลุ่มนักเรียน นักศึกษา และพนักงานในองค์กรต่างๆ เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งครับ ผมมองว่าควรมีการจัดหลักสูตรอบรมภาคปฏิบัติที่เข้าถึงง่ายและจัดขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ประชาชนทั่วไปมีความมั่นใจและกล้าที่จะลงมือช่วยเหลือผู้อื่นเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินจริงๆ ผมเคยเห็นคลิปวิดีโอสาธิตการทำ CPR ที่เข้าใจง่ายและสนุกสนาน ซึ่งสามารถเผยแพร่ผ่านโซเชียลมีเดียได้อย่างรวดเร็ว สิ่งเหล่านี้ช่วยให้คนไทยตระหนักถึงความสำคัญของการเป็นผู้ให้ความช่วยเหลือเบื้องต้นได้มากยิ่งขึ้นครับ

2. บทบาทของอาสาสมัครและเครือข่ายชุมชน

นอกจากเจ้าหน้าที่กู้ชีพมืออาชีพแล้ว อาสาสมัครกู้ภัยและเครือข่ายชุมชนคือหัวใจสำคัญในการเสริมสร้างความเข้มแข็งของระบบการแพทย์ฉุกเฉินในประเทศไทย ผมเห็นว่าเราควรส่งเสริมบทบาทของอาสาสมัครเหล่านี้ให้มากขึ้น โดยการจัดฝึกอบรมที่มีมาตรฐาน การสนับสนุนอุปกรณ์ที่จำเป็น และการสร้างระบบการทำงานร่วมกันกับหน่วยงานภาครัฐอย่างเป็นระบบ เพื่อให้พวกเขาเป็นกำลังสำคัญในการตอบสนองต่อเหตุฉุกเฉินในพื้นที่ได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพสูงสุด ก่อนที่รถพยาบาลจะเดินทางไปถึง ซึ่งเป็นสิ่งที่ผมเห็นว่าสำคัญไม่แพ้กันเลยครับ

อนาคตที่จับต้องได้: การผสานเทคโนโลยีสู่ระบบบริการฉุกเฉินไทย

จากการได้ศึกษาและมองเห็นพัฒนาการของการแพทย์ฉุกเฉินทั่วโลก ผมรู้สึกตื่นเต้นและมีความหวังอย่างยิ่งว่าประเทศไทยของเราก็สามารถก้าวไปข้างหน้าได้อย่างรวดเร็วเช่นกันครับ การผสานเทคโนโลยีล้ำสมัยเข้ากับระบบบริการฉุกเฉินที่มีอยู่ไม่ได้เป็นเพียงแค่ความฝัน แต่เป็นอนาคตที่จับต้องได้และกำลังจะเกิดขึ้นจริงในไม่ช้า ลองจินตนาการดูว่าระบบการแพทย์ฉุกเฉินของเราจะก้าวหน้าไปถึงจุดที่ทุกอย่างเชื่อมโยงกันได้อย่างไร้รอยต่อ ตั้งแต่การแจ้งเหตุผ่านแอปพลิเคชันบนสมาร์ทโฟนที่ส่งพิกัดและข้อมูลอาการเบื้องต้นไปยังศูนย์บัญชาการได้อย่างแม่นยำ ไปจนถึงการที่เจ้าหน้าที่กู้ชีพสามารถเข้าถึงประวัติการรักษาผู้ป่วยได้แบบเรียลไทม์ และส่งต่อข้อมูลไปยังโรงพยาบาลปลายทางได้ทันที

สิ่งเหล่านี้จะช่วยลดความผิดพลาด เพิ่มความแม่นยำ และที่สำคัญที่สุดคือเพิ่มโอกาสรอดชีวิตให้กับผู้ป่วยได้อีกหลายชีวิตครับ ผมเชื่อว่าด้วยความมุ่งมั่นและวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล เราจะสามารถสร้างสรรค์ระบบการแพทย์ฉุกเฉินที่ทันสมัยและเป็นประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนทุกคนได้อย่างแน่นอน นี่คือยุคที่เราสามารถใช้เทคโนโลยีมาเป็นเครื่องมือในการยกระดับคุณภาพชีวิตและมอบความปลอดภัยให้กับสังคมของเราได้จริงครับ

1. การเชื่อมโยงข้อมูลแบบบูรณาการ

หัวใจสำคัญของการผสานเทคโนโลยีคือการเชื่อมโยงข้อมูลครับ ผมมองว่าการมีระบบฐานข้อมูลสุขภาพแบบรวมศูนย์ที่เจ้าหน้าที่กู้ชีพ โรงพยาบาล และศูนย์สั่งการสามารถเข้าถึงข้อมูลผู้ป่วยได้อย่างรวดเร็วและปลอดภัย จะช่วยให้การดูแลผู้ป่วยเป็นไปอย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพสูงสุด ไม่ว่าผู้ป่วยจะไปโรงพยาบาลไหน หรือได้รับการปฐมพยาบาลจากหน่วยงานใดก็ตาม ข้อมูลเหล่านี้จะทำให้ทีมแพทย์สามารถตัดสินใจรักษาได้อย่างถูกต้องแม่นยำ และลดความซ้ำซ้อนของการสอบถามประวัติ ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับบริการทางการแพทย์ฉุกเฉินของเราจริงๆ

2. บทบาทของนวัตกรรมและสตาร์ทอัพไทย

ผมเชื่อมั่นในศักยภาพของคนไทยครับ เรามีนวัตกรและสตาร์ทอัพจำนวนมากที่มีความรู้ความสามารถในการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อสังคม การสนับสนุนให้เกิดการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมด้านการแพทย์ฉุกเฉินในประเทศ เช่น แอปพลิเคชันแจ้งเหตุอัจฉริยะ อุปกรณ์สวมใส่เพื่อตรวจจับสัญญาณชีพ หรือระบบการฝึกอบรมเสมือนจริงสำหรับเจ้าหน้าที่กู้ชีพ จะช่วยให้เรามีโซลูชั่นที่เหมาะสมกับบริบทของประเทศไทยโดยเฉพาะ ไม่ต้องพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศเพียงอย่างเดียว ซึ่งผมคิดว่านี่จะช่วยสร้างความยั่งยืนให้กับระบบการแพทย์ฉุกเฉินของไทยในระยะยาวได้เป็นอย่างดีเลยครับ

มิติการพัฒนา ระบบกู้ชีพแบบดั้งเดิม ระบบกู้ชีพแห่งอนาคต (ที่ไทยสามารถนำมาปรับใช้)
การสื่อสาร เน้นการสื่อสารทางวิทยุ/โทรศัพท์ พื้นฐาน เทเลเมดิซีน, วิดีโอคอลกับแพทย์, ส่งข้อมูลผู้ป่วยแบบเรียลไทม์
บทบาทเจ้าหน้าที่ ปฐมพยาบาลและนำส่งผู้ป่วย ปฐมพยาบาล, นำส่ง, ดูแลสุขภาพเชิงรุกในชุมชน (Community Paramedicine)
การวินิจฉัย อาศัยทักษะและประสบการณ์ของเจ้าหน้าที่ AI ช่วยวิเคราะห์อาการ, เชื่อมโยงข้อมูลประวัติการรักษา
อุปกรณ์ รถพยาบาล, อุปกรณ์ปฐมพยาบาลพื้นฐาน รถพยาบาลอัจฉริยะ, โดรนส่งยา/อุปกรณ์, อุปกรณ์วินิจฉัยพกพา
การมีส่วนร่วมของ ปชช. แจ้งเหตุ รอหน่วยกู้ภัย เรียนรู้ CPR/AED, จิตอาสา, เครือข่ายพลเมืองกู้ชีพ

จากที่ผมได้เล่ามาทั้งหมด จะเห็นได้ว่าวงการแพทย์ฉุกเฉินทั่วโลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ที่เต็มไปด้วยนวัตกรรมและแนวคิดที่น่าตื่นเต้นครับ ผมเองก็รู้สึกกระตือรือร้นที่จะเห็นการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้เกิดขึ้นในประเทศไทย และเชื่อว่าด้วยความร่วมมือของทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ เอกชน หรือแม้กระทั่งประชาชนทั่วไป เราจะสามารถสร้างระบบการแพทย์ฉุกเฉินที่แข็งแกร่ง มีประสิทธิภาพ และเข้าถึงทุกคนได้อย่างเท่าเทียมกันครับ นี่คือความหวังที่ผมมี และผมเชื่อว่ามันจะกลายเป็นจริงได้ในไม่ช้าอย่างแน่นอนครับ

บทสรุป

จากทั้งหมดที่ผมได้แบ่งปันในวันนี้ ผมหวังว่าทุกคนจะได้เห็นภาพอนาคตของการแพทย์ฉุกเฉินไทยที่สดใสและเปี่ยมไปด้วยศักยภาพครับ ไม่ว่าจะเป็นการนำเทคโนโลยีอย่างเทเลเมดิซีนและ AI มาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการวินิจฉัยและช่วยเหลือผู้ป่วย หรือการยกระดับบทบาทของเจ้าหน้าที่กู้ชีพให้เป็นผู้ดูแลสุขภาพในชุมชน และการเสริมสร้างเครือข่ายความปลอดภัยด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน ผมเชื่อว่านี่คือเส้นทางที่เราทุกคนต้องช่วยกันขับเคลื่อน เพื่อให้ทุกชีวิตในประเทศไทยได้รับการดูแลอย่างทันท่วงทีและมีคุณภาพสูงสุดในทุกสถานการณ์ฉุกเฉินครับ

การลงทุนในเทคโนโลยีและบุคลากร รวมถึงการสร้างความตระหนักรู้ในหมู่ประชาชน จะเป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้ระบบการแพทย์ฉุกเฉินของเราแข็งแกร่งและยั่งยืน ผมเองก็ตื่นเต้นที่จะได้เห็นการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้เกิดขึ้นจริง และเชื่อว่าด้วยความร่วมมือกัน เราจะสามารถสร้างอนาคตที่ทุกคนอุ่นใจเมื่อต้องเผชิญกับเหตุการณ์ไม่คาดฝันได้อย่างแน่นอนครับ

ข้อมูลน่ารู้เพิ่มเติม

1. โทร 1669 เมื่อมีเหตุฉุกเฉิน: สายด่วนนี้สำคัญมากครับ เมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินทางการแพทย์ ขอให้ตั้งสติและโทร 1669 เพื่อแจ้งรายละเอียดที่ตั้ง อาการของผู้ป่วย จำนวนผู้บาดเจ็บ และเบอร์โทรศัพท์ที่ติดต่อได้ เจ้าหน้าที่พร้อมให้คำแนะนำเบื้องต้นตลอด 24 ชั่วโมง การให้ข้อมูลที่ชัดเจนจะช่วยให้ทีมกู้ชีพไปถึงที่เกิดเหตุได้อย่างรวดเร็วและเตรียมพร้อมอุปกรณ์ได้เหมาะสมครับ

2. เรียนรู้ CPR และการใช้ AED: การปฐมพยาบาลเบื้องต้นอย่างการทำ CPR และการใช้เครื่อง AED สามารถช่วยชีวิตคนได้จริงๆ ก่อนที่รถพยาบาลจะไปถึง ลองหาหลักสูตรอบรมจากสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) สภากาชาดไทย หรือโรงพยาบาลใกล้บ้านดูนะครับ ความรู้เหล่านี้ไม่ได้ยากเกินไปและอาจทำให้คุณกลายเป็นฮีโร่ในสักวันหนึ่งได้เลย

3. ติดตั้งแอปพลิเคชันแจ้งเหตุฉุกเฉิน: ปัจจุบันมีแอปพลิเคชันที่ช่วยในการแจ้งเหตุฉุกเฉินได้รวดเร็วขึ้น เช่น ‘EMS 1669’ ของ สพฉ. หรือ ‘หมอพร้อม’ ที่มีข้อมูลสุขภาพเบื้องต้น การมีแอปฯ เหล่านี้ติดเครื่องไว้จะช่วยให้คุณสามารถแจ้งพิกัดและข้อมูลสำคัญให้เจ้าหน้าที่ได้อย่างรวดเร็วในยามคับขันครับ

4. ร่วมเป็นอาสาสมัครกู้ภัย: ถ้าคุณมีความสนใจอยากเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเหลือสังคม องค์กรอาสาสมัครกู้ภัยต่างๆ ในประเทศไทย เช่น มูลนิธิร่วมกตัญญู หรือมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง เปิดรับอาสาสมัครอยู่เสมอครับ คุณจะได้รับการฝึกอบรมและได้ลงพื้นที่จริง เป็นประสบการณ์ที่ทรงคุณค่าและได้ช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์อย่างแท้จริงเลย

5. เตรียมชุดปฐมพยาบาลในบ้าน: สิ่งเล็กๆ น้อยๆ ที่มีประโยชน์มหาศาลครับ ควรมีกล่องยาและอุปกรณ์ปฐมพยาบาลเบื้องต้นติดบ้านไว้เสมอ เช่น ยาแก้ปวด ยาแก้แพ้ พลาสเตอร์ปิดแผล น้ำเกลือล้างแผล ผ้าก๊อซ และเบอร์โทรศัพท์ฉุกเฉินต่างๆ การเตรียมพร้อมไว้ก่อนจะช่วยให้คุณรับมือกับสถานการณ์ไม่คาดฝันได้ดีขึ้นครับ

ประเด็นสำคัญ

เทเลเมดิซีนและ AI กำลังพลิกโฉมการแพทย์ฉุกเฉินให้รวดเร็วและแม่นยำขึ้น บทบาทของเจ้าหน้าที่กู้ชีพขยายสู่การดูแลเชิงรุกในชุมชน อุปกรณ์ไฮเทคช่วยชีวิตได้ในนาทีทอง การฝึกอบรมและสุขภาพจิตของบุคลากรเป็นหัวใจสำคัญ และการมีส่วนร่วมของประชาชนคือรากฐานความปลอดภัยของสังคม อนาคตของการแพทย์ฉุกเฉินไทยคือการบูรณาการเทคโนโลยีและเครือข่ายความร่วมมือเพื่อชีวิตที่ดีขึ้นของทุกคน

คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 📖

ถาม: จากบทความที่พูดถึงนวัตกรรมการแพทย์ฉุกเฉินระดับโลก ผมอยากรู้ว่าในมุมมองของคุณ สิ่งไหนที่น่าจับตาเป็นพิเศษและมีศักยภาพที่จะนำมาปรับใช้กับบริบทของประเทศไทยเราได้จริงบ้างครับ?

ตอบ: โอ้โห! ถ้าให้ผมเลือกสิ่งที่น่าจับตาเป็นพิเศษจากนวัตกรรมที่พูดถึงในบทความนี้ ผมต้องยกให้ “การแพทย์ทางไกล (telemedicine)” และ “เจ้าหน้าที่กู้ชีพชุมชน (community paramedicine)” เลยครับ ส่วน AI ที่ช่วยวินิจฉัยก็สำคัญนะ แต่สองอย่างแรกนี่ผมว่ามัน ‘โดน’ กับบ้านเรามากที่สุดจริงๆ ครับอย่าง telemedicine เนี่ยนะ ลองคิดดูสิครับว่าเวลาเกิดเหตุฉุกเฉินในพื้นที่ห่างไกล หรือคนไข้ที่ไม่สามารถเดินทางไปโรงพยาบาลได้ทันที การที่เราสามารถเชื่อมต่อแพทย์ผู้เชี่ยวชาญผ่านวิดีโอคอลได้ทันทีนี่มันช่วยชีวิตได้กี่คนแล้วก็ไม่รู้ ผมเคยเจอเคสที่ชาวบ้านอยู่ไกลโรงพยาบาลมาก แค่ได้คุยกับหมอทางโทรศัพท์ก็ช่วยลดความกังวลและได้รับคำแนะนำเบื้องต้นที่ถูกต้องก่อนจะถึงมือเจ้าหน้าที่จริงๆ ครับ มันไม่ใช่แค่ความสะดวกนะ แต่มันคือการ ‘เข้าถึง’ การรักษาที่แท้จริงส่วนเจ้าหน้าที่กู้ชีพชุมชนนี่ก็เป็นอีกเรื่องที่ผมเห็นว่าสำคัญไม่แพ้กัน เพราะมันเน้นการดูแลสุขภาพเชิงป้องกันไงครับ แทนที่จะรอให้ป่วยหนักแล้วค่อยพาไปโรงพยาบาล พวกเขากลับเข้ามาดูแลตั้งแต่ต้น ช่วยให้ความรู้ คัดกรองอาการ หรือแม้แต่ช่วยเรื่องการนัดหมายแพทย์ ซึ่งช่วยลดภาระงานของโรงพยาบาลได้อย่างมหาศาลจริงๆ ครับ ผมว่าโมเดลนี้เหมาะกับโครงสร้างสังคมและสาธารณสุขของไทยเรามากๆ เลยนะ ถ้าทำได้จริงจัง ผู้คนก็จะมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ไม่ต้องเสียเวลาหรือค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปโรงพยาบาลโดยไม่จำเป็นบ่อยๆ ด้วยครับ

ถาม: ในอนาคตที่ใกล้เข้ามา เราจะได้เห็นเทคโนโลยีอย่างโดรน 5G หรือรถพยาบาลอัจฉริยะเข้ามาช่วยงานเจ้าหน้าที่กู้ชีพไทยได้อย่างไรบ้างครับ ฟังแล้วน่าตื่นเต้นแต่ก็แอบสงสัยว่าจะปรับใช้กับสถานการณ์จริงในบ้านเราได้ยังไง?

ตอบ: นี่แหละครับคือสิ่งที่ผมตื่นเต้นไม่แพ้กัน! ถ้าพูดถึงโดรนส่งยาหรืออุปกรณ์ช่วยชีวิตไปยังพื้นที่ห่างไกลในบ้านเรา ผมว่านี่คือ ‘ตัวเปลี่ยนเกม’ เลยนะ เพราะประเทศไทยเรามีพื้นที่ที่เข้าถึงยากเยอะมาก ทั้งภูเขา เกาะ หรือแม้แต่ในเมืองที่รถติดหนึบๆ อย่างกรุงเทพฯ เนี่ย ลองนึกภาพดูสิครับ เวลาคนไข้ขาดเลือด หรือต้องการยาเร่งด่วนในจุดที่รถเข้าไม่ถึง โดรนนี่แหละครับที่จะเป็นฮีโร่บินไปถึงได้ในเวลาอันสั้น ผมเคยเห็นข่าวต่างประเทศที่ใช้โดรนส่งเครื่องกระตุกหัวใจไปช่วยคนไข้ที่หมดสติกลางสวนสาธารณะ แล้วเจ้าหน้าที่กู้ชีพที่อยู่หน้างานก็ใช้มันได้ทันที มันว้าวมากจริงๆ ครับส่วนเรื่อง 5G กับการเชื่อมโยงข้อมูลผู้ป่วยแบบเรียลไทม์กับโรงพยาบาลปลายทางนี่ก็สำคัญไม่แพ้กัน เพราะมันหมายถึงการที่ทีมแพทย์ในโรงพยาบาลจะสามารถเห็นข้อมูลสำคัญๆ ของผู้ป่วยได้ตั้งแต่เจ้าหน้าที่กู้ชีพเพิ่งไปถึงที่เกิดเหตุเลย ไม่ว่าจะเป็นสัญญาณชีพ ประวัติการเจ็บป่วย หรือแม้แต่ภาพจากที่เกิดเหตุ ทำให้โรงพยาบาลเตรียมพร้อมรับมือได้ดีขึ้น ไม่ต้องเสียเวลาตอนถึงหน้าห้องฉุกเฉินแล้วค่อยมาซักประวัติใหม่ ผมว่ามันลดความผิดพลาดและเพิ่มโอกาสรอดของคนไข้ได้เยอะเลยแล้วรถพยาบาลอัจฉริยะที่สามารถประเมินและให้การรักษาเบื้องต้นได้แม่นยำขึ้น ผมว่านี่คือการยกระดับคุณภาพการรักษาพยาบาลฉุกเฉินให้ทัดเทียมกับระดับโลกเลยนะ เหมือนเรามี “โรงพยาบาลเคลื่อนที่” ที่สามารถให้การดูแลเบื้องต้นที่ถูกต้องได้ทันทีบนถนนเลยครับ ซึ่งแน่นอนว่ามันจะช่วยเสริมศักยภาพของเจ้าหน้าที่เราให้ทำงานได้ดีขึ้น ปลอดภัยขึ้น และที่สำคัญคือช่วยชีวิตคนได้มากขึ้นในทุกวินาทีที่เร่งด่วนครับ

ถาม: คุณพูดถึง “เจ้าหน้าที่กู้ชีพชุมชน” (community paramedicine) ซึ่งเป็นแนวคิดที่น่าสนใจมาก อยากให้ช่วยขยายความเพิ่มอีกหน่อยได้ไหมครับว่าบทบาทของพวกเขาแตกต่างจากเจ้าหน้าที่กู้ชีพทั่วไปอย่างไร และจะสร้างประโยชน์ให้กับประชาชนไทยได้อย่างไรบ้าง?

ตอบ: ยินดีเลยครับ! คือปกติแล้วเวลาเราพูดถึงเจ้าหน้าที่กู้ชีพ เราก็จะนึกถึงคนที่ขับรถพยาบาลไปถึงที่เกิดเหตุ ช่วยเหลือคนเจ็บป่วย แล้วก็นำส่งโรงพยาบาลใช่ไหมครับ นั่นคือบทบาทหลักๆ ของเจ้าหน้าที่กู้ชีพทั่วไปในปัจจุบันแต่ “เจ้าหน้าที่กู้ชีพชุมชน” เนี่ย เขามีบทบาทที่กว้างกว่านั้นและเชิงรุกมากกว่าเยอะเลยครับ ลองนึกภาพแบบนี้นะครับ แทนที่จะรอให้คนป่วยโทร.
1669 หรือเจ็บหนักจนต้องเข้าโรงพยาบาล เจ้าหน้าที่กลุ่มนี้จะเข้าไปทำงานในชุมชนอย่างใกล้ชิดเลยครับ เหมือนเป็น “หมอประจำหมู่บ้าน” หรือ “พยาบาลที่เดินไปหาถึงบ้าน” ในบางมุมเลยก็ว่าได้พวกเขาจะมุ่งเน้นการดูแลสุขภาพเชิงป้องกันเป็นหลักเลยครับ เช่น อาจจะเข้าไปเยี่ยมผู้สูงอายุในชุมชนที่อยู่คนเดียว เพื่อตรวจสุขภาพเบื้องต้น ให้คำแนะนำเรื่องการกิน การดูแลตัวเอง หรือสอนวิธีปฐมพยาบาลเบื้องต้นให้กับคนในชุมชน เพื่อลดความจำเป็นในการเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลโดยไม่จำเป็นไงครับ บางทีแค่คนไข้มีโรคประจำตัว แต่ไม่รู้วิธีจัดการ หรือลืมกินยา เจ้าหน้าที่กลุ่มนี้ก็จะเข้าไปช่วยติดตามดูแลให้ได้ผมเคยคุยกับเจ้าหน้าที่กู้ชีพท่านหนึ่ง เขาเล่าให้ฟังว่าบางครั้งการที่ผู้ป่วยเบาหวานความดันไม่สามารถเข้าถึงการตรวจติดตามอาการได้อย่างสม่ำเสมอ ก็ทำให้โรคลุกลามและต้องเข้าโรงพยาบาลบ่อยๆ แต่ถ้ามีเจ้าหน้าที่กู้ชีพชุมชนเข้าไปช่วยดูแลถึงบ้าน คอยให้คำแนะนำ วัดความดัน น้ำตาลในเลือด ก็จะช่วยลดภาระทั้งของคนไข้และโรงพยาบาลได้มากเลยครับ นอกจากนี้ยังช่วยลดความแออัดในห้องฉุกเฉินด้วย เพราะคนไข้ที่มีอาการไม่รุนแรงก็จะไม่ต้องไปโรงพยาบาลบ่อยๆ ครับ ผมว่านี่เป็นแนวคิดที่ ‘ใช่’ มากๆ สำหรับประเทศไทยที่กำลังเข้าสู่สังคมสูงวัย และมีปัญหาเรื่องการเข้าถึงบริการสาธารณสุขในบางพื้นที่จริงๆ ครับ

📚 อ้างอิง