กู้ชีพฉุกเฉินด้วยข้อมูลลับที่ไม่เคยบอกต่อ หมอฉลาดใช้ AI ช่วยชีวิตคนได้มากกว่าที่คุณคิด

webmaster

**

"A professional Thai paramedic, fully clothed in standard EMS uniform, assisting a patient at a bustling Bangkok street market, appropriate attire, safe for work, perfect anatomy, natural proportions, professional photography, high quality, family-friendly, daytime scene, focus on compassionate care."

**

ในโลกที่เทคโนโลยีพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว การทำงานของหน่วยกู้ชีพและข้อมูลทางการแพทย์ก็มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมากเช่นกัน ลองคิดดูสิว่า ถ้าข้อมูลคนไข้ถูกส่งตรงถึงมือหมอตั้งแต่รถพยาบาลยังไม่ทันถึงโรงพยาบาล จะช่วยชีวิตคนได้อีกมากแค่ไหน?

หรือถ้าเจ้าหน้าที่กู้ชีพสามารถเข้าถึงข้อมูลสุขภาพของผู้ป่วยได้ทันที พวกเขาจะสามารถตัดสินใจได้อย่างแม่นยำและรวดเร็วขึ้นมากแค่ไหน? นี่คือสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น และกำลังจะเปลี่ยนอนาคตของการดูแลสุขภาพไปอย่างสิ้นเชิงยุคดิจิทัลนำมาซึ่งความท้าทายและโอกาสใหม่ๆ สำหรับผู้ปฏิบัติงานด้านการแพทย์ฉุกเฉิน ตั้งแต่การใช้แอปพลิเคชันเพื่อบันทึกข้อมูล ณ จุดเกิดเหตุ ไปจนถึงการวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่เพื่อปรับปรุงการตอบสนองต่อเหตุการณ์ฉุกเฉินต่างๆ เทคโนโลยีเหล่านี้กำลังกลายเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้เราสามารถช่วยชีวิตผู้คนได้มากขึ้นแต่แน่นอนว่าการนำเทคโนโลยีมาใช้ก็มาพร้อมกับคำถามสำคัญเกี่ยวกับความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัยของข้อมูล เราจะมั่นใจได้อย่างไรว่าข้อมูลทางการแพทย์ที่ละเอียดอ่อนของผู้ป่วยจะได้รับการปกป้องอย่างเหมาะสม?

และเราจะสามารถใช้ประโยชน์จากข้อมูลเหล่านี้ได้อย่างไรโดยไม่ละเมิดสิทธิส่วนบุคคล? เรื่องราวเหล่านี้มีความน่าสนใจและซับซ้อนกว่าที่คิด เตรียมตัวให้พร้อม แล้วเราจะไปเจาะลึกเรื่องนี้ให้ละเอียดกันเลยครับ!

เทคโนโลยีเปลี่ยนเกม: ข้อมูลสู่ชีวิตในมือหน่วยกู้ชีพ

1. แอปพลิเคชันมือถือ: เพื่อนคู่คิดของนักกู้ชีพ

เมื่อก่อนเราอาจจะคุ้นเคยกับการที่หน่วยกู้ชีพต้องจดบันทึกข้อมูลผู้ป่วยลงในกระดาษ แต่เดี๋ยวนี้มีแอปพลิเคชันบนมือถือมากมายที่ช่วยให้การทำงานง่ายขึ้นเยอะเลยครับ แอปเหล่านี้ไม่เพียงแต่ช่วยให้บันทึกข้อมูลได้รวดเร็วและแม่นยำขึ้นเท่านั้น แต่ยังสามารถเชื่อมต่อกับระบบอื่นๆ เพื่อส่งข้อมูลไปยังโรงพยาบาลได้แบบเรียลไทม์อีกด้วย ลองนึกภาพว่าขณะที่รถพยาบาลกำลังวิ่ง ข้อมูลชีพจร ความดันโลหิต และอาการเบื้องต้นของผู้ป่วยก็ถูกส่งไปถึงมือแพทย์แล้ว ทำให้ทีมแพทย์เตรียมพร้อมรับมือได้ทันทีที่ผู้ป่วยมาถึง* บันทึกข้อมูลได้ทุกที่: ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลอาการบาดเจ็บ ประวัติการแพ้ยา หรือแม้แต่ข้อมูลการติดต่อญาติ แอปเหล่านี้ช่วยให้บันทึกทุกอย่างได้ครบถ้วนและเป็นระบบ

กเฉ - 이미지 1
* เชื่อมต่อกับระบบโรงพยาบาล: ข้อมูลที่บันทึกจะถูกส่งไปยังโรงพยาบาลได้ทันที ทำให้ทีมแพทย์เตรียมพร้อมรับมือได้ล่วงหน้า
* ลดความผิดพลาด: การใช้แอปพลิเคชันช่วยลดความผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้นจากการจดบันทึกด้วยมือ

2. อุปกรณ์สวมใส่: ตรวจจับสัญญาณชีพแบบเรียลไทม์

นาฬิกา Smart Watch หรืออุปกรณ์สวมใส่อื่นๆ ที่สามารถวัดชีพจร วัดความดัน หรือตรวจจับการเต้นของหัวใจที่ผิดปกติได้ กลายเป็นเครื่องมือที่มีประโยชน์อย่างมากสำหรับผู้ที่มีโรคประจำตัว หรือผู้สูงอายุที่อยู่บ้านคนเดียว อุปกรณ์เหล่านี้สามารถแจ้งเตือนไปยังหน่วยกู้ชีพได้ทันที หากตรวจพบความผิดปกติ ทำให้สามารถเข้าช่วยเหลือได้อย่างรวดเร็ว* ตรวจจับความผิดปกติได้ทันที: อุปกรณ์เหล่านี้สามารถตรวจจับสัญญาณชีพที่ผิดปกติได้แบบเรียลไทม์ และแจ้งเตือนไปยังหน่วยกู้ชีพได้ทันที
* ช่วยเหลือได้รวดเร็วขึ้น: เมื่อได้รับแจ้งเตือน หน่วยกู้ชีพสามารถเข้าช่วยเหลือผู้ป่วยได้อย่างรวดเร็ว ลดความเสี่ยงที่จะเกิดอันตรายถึงชีวิต
* ติดตามสุขภาพได้ตลอดเวลา: อุปกรณ์เหล่านี้ช่วยให้ผู้ป่วยและแพทย์สามารถติดตามสุขภาพได้อย่างใกล้ชิด ทำให้สามารถวางแผนการรักษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ข้อมูลขนาดใหญ่: วิเคราะห์เพื่อพัฒนาการบริการ

1. วิเคราะห์ข้อมูลเพื่อปรับปรุงการตอบสนอง

ข้อมูลที่ถูกเก็บรวบรวมจากการปฏิบัติงานของหน่วยกู้ชีพ ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลเกี่ยวกับประเภทของเหตุการณ์ฉุกเฉิน ช่วงเวลาที่เกิดเหตุ หรือพื้นที่ที่เกิดเหตุการณ์บ่อยครั้ง สามารถนำมาวิเคราะห์เพื่อปรับปรุงการบริการได้ เช่น การจัดสรรรถพยาบาลให้เหมาะสมกับช่วงเวลาและพื้นที่ที่มีความต้องการสูง หรือการพัฒนาโปรแกรมการฝึกอบรมให้ตรงกับความต้องการของเจ้าหน้าที่* ระบุปัญหาและแนวโน้ม: การวิเคราะห์ข้อมูลช่วยให้เราสามารถระบุปัญหาและแนวโน้มต่างๆ ที่เกิดขึ้นในการปฏิบัติงานได้
* วางแผนการแก้ไขปัญหา: เมื่อทราบปัญหาแล้ว เราสามารถวางแผนการแก้ไขปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ
* ปรับปรุงการบริการ: การวิเคราะห์ข้อมูลช่วยให้เราสามารถปรับปรุงการบริการให้ดียิ่งขึ้น ตอบสนองต่อความต้องการของผู้ป่วยได้ดียิ่งขึ้น

2. คาดการณ์ความต้องการทางการแพทย์

การใช้ข้อมูลในอดีตเพื่อคาดการณ์ความต้องการทางการแพทย์ในอนาคต เป็นอีกหนึ่งวิธีที่ช่วยให้เราเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินต่างๆ ได้ดียิ่งขึ้น เช่น การคาดการณ์จำนวนผู้ป่วยที่อาจจะเพิ่มขึ้นในช่วงฤดูฝน หรือการคาดการณ์จำนวนผู้ป่วยที่อาจจะได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติทางธรรมชาติ* เตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉิน: การคาดการณ์ความต้องการทางการแพทย์ช่วยให้เราเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินต่างๆ ได้ดียิ่งขึ้น
* จัดสรรทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ: เมื่อทราบความต้องการแล้ว เราสามารถจัดสรรทรัพยากรได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดการขาดแคลน
* ลดความเสี่ยง: การเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินช่วยลดความเสี่ยงที่จะเกิดอันตรายต่อผู้ป่วยและเจ้าหน้าที่

ความท้าทายและความรับผิดชอบ: ข้อมูลส่วนตัวและความปลอดภัย

1. ความเป็นส่วนตัวของผู้ป่วย: เส้นแบ่งที่ต้องระวัง

การเข้าถึงข้อมูลทางการแพทย์ของผู้ป่วยเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการให้บริการทางการแพทย์ฉุกเฉินที่มีประสิทธิภาพ แต่ก็ต้องระมัดระวังเรื่องความเป็นส่วนตัวของผู้ป่วยด้วย เราจะมั่นใจได้อย่างไรว่าข้อมูลที่ละเอียดอ่อนเหล่านี้จะไม่ถูกนำไปใช้ในทางที่ผิด หรือถูกเปิดเผยให้กับบุคคลที่ไม่เกี่ยวข้อง?

* การเข้ารหัสข้อมูล: การเข้ารหัสข้อมูลเป็นวิธีหนึ่งที่ช่วยป้องกันไม่ให้ข้อมูลถูกเข้าถึงโดยไม่ได้รับอนุญาต
* การจำกัดการเข้าถึง: การจำกัดการเข้าถึงข้อมูลเฉพาะผู้ที่เกี่ยวข้องเท่านั้น ช่วยลดความเสี่ยงที่ข้อมูลจะถูกนำไปใช้ในทางที่ผิด
* การให้ความรู้แก่เจ้าหน้าที่: การให้ความรู้แก่เจ้าหน้าที่เกี่ยวกับความสำคัญของความเป็นส่วนตัวของผู้ป่วย ช่วยให้พวกเขาตระหนักถึงความรับผิดชอบในการปกป้องข้อมูล

2. ความปลอดภัยทางไซเบอร์: ป้องกันภัยคุกคาม

การที่ข้อมูลทางการแพทย์ถูกจัดเก็บและส่งผ่านทางระบบดิจิทัล ทำให้มีความเสี่ยงที่จะถูกโจมตีทางไซเบอร์ เราจะป้องกันภัยคุกคามเหล่านี้ได้อย่างไร? และเราจะทำอย่างไรหากเกิดเหตุการณ์ข้อมูลรั่วไหล?

* การติดตั้งระบบรักษาความปลอดภัย: การติดตั้งระบบรักษาความปลอดภัยที่แข็งแกร่ง ช่วยป้องกันไม่ให้ผู้ไม่หวังดีเข้าถึงข้อมูลได้
* การตรวจสอบระบบอย่างสม่ำเสมอ: การตรวจสอบระบบอย่างสม่ำเสมอ ช่วยให้เราตรวจพบและแก้ไขจุดอ่อนต่างๆ ได้ทันท่วงที
* การมีแผนรับมือเหตุฉุกเฉิน: การมีแผนรับมือเหตุฉุกเฉิน ช่วยให้เราสามารถตอบสนองต่อเหตุการณ์ข้อมูลรั่วไหลได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

เทคโนโลยี ประโยชน์ ความท้าทาย
แอปพลิเคชันมือถือ บันทึกข้อมูลรวดเร็ว, เชื่อมต่อโรงพยาบาล ความเป็นส่วนตัวของข้อมูล
อุปกรณ์สวมใส่ ตรวจจับสัญญาณชีพแบบเรียลไทม์ ความถูกต้องของข้อมูล
ข้อมูลขนาดใหญ่ วิเคราะห์เพื่อปรับปรุงบริการ ความปลอดภัยทางไซเบอร์

อนาคตของการแพทย์ฉุกเฉิน: เทคโนโลยีที่ยั่งยืน

1. การบูรณาการเทคโนโลยี: เชื่อมต่อทุกภาคส่วน

อนาคตของการแพทย์ฉุกเฉินไม่ได้ขึ้นอยู่กับเทคโนโลยีใดเทคโนโลยีหนึ่ง แต่ขึ้นอยู่กับการบูรณาการเทคโนโลยีต่างๆ เข้าด้วยกันอย่างลงตัว ตั้งแต่การเชื่อมต่อข้อมูลระหว่างหน่วยกู้ชีพ โรงพยาบาล และผู้ป่วย ไปจนถึงการใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อช่วยในการวินิจฉัยและตัดสินใจ* การเชื่อมต่อข้อมูลแบบไร้รอยต่อ: การเชื่อมต่อข้อมูลระหว่างหน่วยงานต่างๆ ช่วยให้การทำงานราบรื่นและมีประสิทธิภาพ
* การใช้ AI เพื่อช่วยในการวินิจฉัย: AI สามารถช่วยวิเคราะห์ข้อมูลและให้คำแนะนำในการวินิจฉัยโรคได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ
* การพัฒนาแพลตฟอร์มกลาง: การมีแพลตฟอร์มกลางที่เชื่อมต่อทุกภาคส่วนเข้าด้วยกัน ช่วยให้การทำงานเป็นระบบและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

2. การฝึกอบรมและการพัฒนาบุคลากร: พร้อมรับมือการเปลี่ยนแปลง

เทคโนโลยีมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ดังนั้นการฝึกอบรมและการพัฒนาบุคลากรจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เจ้าหน้าที่กู้ชีพและบุคลากรทางการแพทย์ต้องได้รับการฝึกอบรมให้มีความรู้ความสามารถในการใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ และต้องมีความเข้าใจในเรื่องของจริยธรรมและความรับผิดชอบในการใช้ข้อมูล* การฝึกอบรมอย่างต่อเนื่อง: การฝึกอบรมอย่างต่อเนื่อง ช่วยให้เจ้าหน้าที่มีความรู้ความสามารถในการใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ
* การพัฒนาทักษะด้านดิจิทัล: การพัฒนาทักษะด้านดิจิทัล ช่วยให้เจ้าหน้าที่สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพในยุคดิจิทัล
* การส่งเสริมจริยธรรมและความรับผิดชอบ: การส่งเสริมจริยธรรมและความรับผิดชอบ ช่วยให้เจ้าหน้าที่ตระหนักถึงความสำคัญของการปกป้องข้อมูลส่วนตัวของผู้ป่วย

3. การลงทุนและการสนับสนุน: สร้างระบบที่แข็งแกร่ง

การนำเทคโนโลยีมาใช้ในการแพทย์ฉุกเฉินต้องมีการลงทุนและการสนับสนุนจากภาครัฐและเอกชน การลงทุนในการพัฒนาเทคโนโลยี การฝึกอบรมบุคลากร และการสร้างระบบที่แข็งแกร่ง จะช่วยให้เราสามารถสร้างระบบการแพทย์ฉุกเฉินที่มีประสิทธิภาพและยั่งยืน* การสนับสนุนด้านงบประมาณ: การสนับสนุนด้านงบประมาณ ช่วยให้สามารถพัฒนาและนำเทคโนโลยีใหม่ๆ มาใช้ได้
* การส่งเสริมความร่วมมือ: การส่งเสริมความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน ช่วยให้เกิดการแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์
* การสร้างระบบที่ยั่งยืน: การสร้างระบบที่ยั่งยืน ช่วยให้เราสามารถให้บริการทางการแพทย์ฉุกเฉินที่มีคุณภาพแก่ประชาชนได้อย่างต่อเนื่องอนาคตของการแพทย์ฉุกเฉินอยู่ในมือของเราทุกคนครับ การนำเทคโนโลยีมาใช้อย่างชาญฉลาดและมีความรับผิดชอบ จะช่วยให้เราสามารถช่วยชีวิตผู้คนได้มากขึ้น และสร้างสังคมที่ปลอดภัยและมีสุขภาพดีสำหรับทุกคนเทคโนโลยีเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่เครื่องมือ แต่เป็นสะพานเชื่อมระหว่างชีวิตและความหวังของพวกเราทุกคน การนำไปใช้อย่างชาญฉลาดและมีความรับผิดชอบ จะช่วยให้เราสร้างสังคมที่ปลอดภัยและพร้อมรับมือกับทุกสถานการณ์ครับ

บทสรุป

ในยุคที่เทคโนโลยีก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว การนำเทคโนโลยีมาใช้ในการแพทย์ฉุกเฉินไม่ได้เป็นเพียงแค่ทางเลือก แต่เป็นสิ่งจำเป็นเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการช่วยชีวิตและดูแลผู้ป่วย การบูรณาการเทคโนโลยีต่างๆ เข้าด้วยกันอย่างลงตัว ตั้งแต่แอปพลิเคชันมือถือ อุปกรณ์สวมใส่ ไปจนถึงการวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ จะช่วยให้เราสามารถตอบสนองต่อสถานการณ์ฉุกเฉินได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

อย่างไรก็ตาม การนำเทคโนโลยีมาใช้ก็มาพร้อมกับความท้าทายและความรับผิดชอบที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ เราต้องให้ความสำคัญกับความเป็นส่วนตัวของผู้ป่วยและความปลอดภัยทางไซเบอร์ เพื่อให้มั่นใจว่าข้อมูลที่ละเอียดอ่อนจะไม่ถูกนำไปใช้ในทางที่ผิด นอกจากนี้ การฝึกอบรมและพัฒนาบุคลากรให้มีความรู้ความสามารถในการใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ ก็เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง

สุดท้ายนี้ การลงทุนและการสนับสนุนจากภาครัฐและเอกชนเป็นสิ่งจำเป็นในการสร้างระบบการแพทย์ฉุกเฉินที่แข็งแกร่งและยั่งยืน การนำเทคโนโลยีมาใช้อย่างชาญฉลาดและมีความรับผิดชอบ จะช่วยให้เราสามารถช่วยชีวิตผู้คนได้มากขึ้น และสร้างสังคมที่ปลอดภัยและมีสุขภาพดีสำหรับทุกคนครับ

ข้อมูลที่เป็นประโยชน์

1. แอปพลิเคชัน “Narenthorn EMS 1669” เป็นแอปพลิเคชันสำหรับแจ้งเหตุฉุกเฉินทางการแพทย์ สามารถดาวน์โหลดได้ฟรีบน App Store และ Google Play

2. สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) มีหลักสูตรอบรมการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐาน (CPR) สำหรับประชาชนทั่วไป สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ www.niems.go.th

3. ในกรุงเทพมหานคร มีหน่วยงานที่ให้บริการทางการแพทย์ฉุกเฉินหลายแห่ง เช่น ศูนย์เอราวัณ สำนักการแพทย์ กรุงเทพมหานคร และมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง

4. เบอร์โทรศัพท์ฉุกเฉินทางการแพทย์คือ 1669 สามารถโทรได้ฟรีตลอด 24 ชั่วโมง

5. หากพบเห็นผู้ป่วยฉุกเฉิน อย่าลังเลที่จะโทรแจ้ง 1669 หรือให้ความช่วยเหลือเบื้องต้นตามความรู้ความสามารถที่มี

สรุปประเด็นสำคัญ

– เทคโนโลยีช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการช่วยชีวิตและดูแลผู้ป่วยฉุกเฉิน

– การบูรณาการเทคโนโลยีต่างๆ เข้าด้วยกันเป็นสิ่งสำคัญ

– ต้องให้ความสำคัญกับความเป็นส่วนตัวของผู้ป่วยและความปลอดภัยทางไซเบอร์

– การฝึกอบรมและพัฒนาบุคลากรเป็นสิ่งจำเป็น

– การลงทุนและการสนับสนุนจากภาครัฐและเอกชนมีความสำคัญ

คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 📖

ถาม: ข้อมูลทางการแพทย์ของผู้ป่วยจะปลอดภัยได้อย่างไรเมื่อใช้เทคโนโลยี?

ตอบ: เรื่องความปลอดภัยของข้อมูลเนี่ยสำคัญสุดๆ เลยครับ พวกโรงพยาบาลและหน่วยกู้ชีพเขาจะมีระบบรักษาความปลอดภัยข้อมูลที่เข้มงวดมากๆ ทั้งการเข้ารหัสข้อมูล การจำกัดสิทธิ์การเข้าถึง และการตรวจสอบความปลอดภัยเป็นประจำ นอกจากนี้ยังมีกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลที่ควบคุมการใช้งานข้อมูลเหล่านี้อยู่ครับ สบายใจได้เลยว่าข้อมูลเราจะได้รับการดูแลอย่างดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ครับ

ถาม: เทคโนโลยีจะช่วยให้การทำงานของหน่วยกู้ชีพดีขึ้นได้อย่างไรบ้าง?

ตอบ: โอ้โห ช่วยได้เยอะเลยครับ! อย่างแรกคือช่วยให้ส่งข้อมูลคนไข้ไปถึงมือหมอได้เร็วขึ้น ทำให้หมอเตรียมพร้อมรับมือได้ทันที สองคือเจ้าหน้าที่กู้ชีพสามารถเข้าถึงประวัติสุขภาพของคนไข้ได้ ทำให้วินิจฉัยและให้การรักษาเบื้องต้นได้แม่นยำขึ้น สามคือช่วยบันทึกข้อมูล ณ จุดเกิดเหตุได้ง่ายและรวดเร็วขึ้น ทำให้ไม่ต้องเสียเวลามาเขียนรายงานภายหลัง เทคโนโลยีมันช่วยให้การทำงานของพวกพี่ๆ เขาคล่องตัวขึ้นเยอะเลยครับ

ถาม: มีแอปพลิเคชันอะไรบ้างที่หน่วยกู้ชีพนิยมใช้กัน?

ตอบ: ที่เห็นๆ กันบ่อยๆ เลยก็จะมีแอปที่ใช้บันทึกข้อมูลคนไข้ ณ จุดเกิดเหตุ อย่างพวก Vital Signs, อาการเบื้องต้น หรือยาที่แพ้ พวกนี้จะถูกบันทึกและส่งตรงไปที่โรงพยาบาลเลยครับ นอกจากนี้ก็มีแอปนำทางที่ช่วยให้ไปถึงที่เกิดเหตุได้เร็วที่สุด แล้วก็มีแอปที่ใช้ติดต่อสื่อสารกันระหว่างทีมกู้ชีพและโรงพยาบาลด้วยครับ แต่ละแอปก็จะมีฟังก์ชันที่แตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับความต้องการของแต่ละหน่วยงานครับ

📚 อ้างอิง