กู้ชีพต้องรู้ 7 เคล็ดลับบันทึกข้อมูลระหว่างออกเหตุฉุกเฉิน ไม่พลาดทุกรายละเอียด

webmaster

응급구조사와 출동 중 기록 관리 - **Prompt: "A Thai emergency medical services (EMS) paramedic, wearing a standard uniform and a medic...

สวัสดีค่ะเพื่อนๆ ชาวบล็อกที่รักทุกคน! เคยสงสัยกันไหมคะว่า เบื้องหลังการทำงานอันแสนเร่งรีบของพี่ๆ หน่วยกู้ชีพที่ต้องแข่งกับเวลาเพื่อช่วยชีวิตผู้ป่วยฉุกเฉินนั้น เขามีวิธีจัดการกับข้อมูลสำคัญๆ ตอนออกปฏิบัติหน้าที่กันอย่างไรบ้าง?

ตัวเราเองเคยเห็นพวกเขาจดๆ เขียนๆ แบบรีบร้อนตอนอยู่ในเหตุการณ์ มันชวนให้คิดจริงๆ ว่าในสถานการณ์คับขันแบบนั้น การบันทึกรายละเอียดให้ครบถ้วนถูกต้องมันยากแค่ไหน และมีผลต่อการรักษามากๆ เลยใช่ไหมคะจากที่ได้พูดคุยกับเพื่อนที่ทำงานในวงการนี้ เขาเล่าให้ฟังว่าเรื่องเวชระเบียนนี่แหละเป็นหัวใจสำคัญ แต่ก็เป็นความท้าทายใหญ่หลวงมาตลอด เพราะทุกวินาทีมีค่า การมานั่งจดบันทึกทีละอย่างด้วยมือมันก็กินเวลาและเสี่ยงต่อความผิดพลาดได้ง่ายๆ เลยค่ะ แต่ตอนนี้ต้องบอกเลยว่าวงการแพทย์ฉุกเฉินในบ้านเรากำลังก้าวเข้าสู่ยุคดิจิทัลอย่างเต็มตัวแล้วนะคะ ไม่ว่าจะเป็นแพลตฟอร์ม “iDEMS” ที่ช่วยให้การรับแจ้งเหตุ, การส่งทีมออกปฏิบัติการ และการบันทึกข้อมูลทำได้แบบเรียลไทม์ผ่านระบบดิจิทัล ทั้งเสียง ภาพ วิดีโอ หรือแม้กระทั่งข้อความ ทำให้การสื่อสารไหลลื่นและข้อมูลไม่ตกหล่นเลยค่ะ แถมยังมีเทคโนโลยีอย่าง “AML” ที่ช่วยระบุตำแหน่งผู้ป่วยได้อย่างแม่นยำสุดๆ ทำให้ทีมไปถึงที่เกิดเหตุได้เร็วขึ้นมากๆ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในช่วง “Golden Time” หรือนาทีทองช่วยชีวิตผู้ป่วยนั่นเองค่ะ พอมีระบบดีๆ แบบนี้เข้ามาช่วย พวกเราก็อุ่นใจขึ้นเยอะเลยนะคะ เพราะทุกข้อมูลที่บันทึกจะถูกนำไปใช้ประโยชน์ต่อการรักษาต่อเนื่อง และยังช่วยลดความผิดพลาดต่างๆ ได้อีกด้วย ทำให้การทำงานของเจ้าหน้าที่เร็วขึ้น ปลอดภัยขึ้น และผู้ป่วยก็ได้รับการดูแลที่ดียิ่งขึ้นไปอีกค่ะในบทความนี้ เราจะมาเจาะลึกกันเลยค่ะว่าเทคโนโลยีเหล่านี้เข้ามาพลิกโฉมการจัดการเวชระเบียนของหน่วยกู้ชีพและแพทย์ฉุกเฉินได้อย่างไร รวมถึงมีผลดียังไงกับพวกเราทุกคนบ้าง รับรองว่าได้รู้ข้อมูลแน่นๆ ที่เป็นประโยชน์แน่นอนค่ะ มาหาคำตอบไปพร้อมกันในบทความนี้เลยค่ะ!

ตัวเราเองเคยเห็นพวกเขาจดๆ เขียนๆ แบบรีบร้อนตอนอยู่ในเหตุการณ์ มันชวนให้คิดจริงๆ ว่าในสถานการณ์คับขันแบบนั้น การบันทึกรายละเอียดให้ครบถ้วนถูกต้องมันยากแค่ไหน และมีผลต่อการรักษามากๆ เลยใช่ไหมคะจากที่ได้พูดคุยกับเพื่อนที่ทำงานในวงการนี้ เขาเล่าให้ฟังว่าเรื่องเวชระเบียนนี่แหละเป็นหัวใจสำคัญ แต่ก็เป็นความท้าทายใหญ่หลวงมาตลอด เพราะทุกวินาทีมีค่า การมานั่งจดบันทึกทีละอย่างด้วยมือมันก็กินเวลาและเสี่ยงต่อความผิดพลาดได้ง่ายๆ เลยค่ะ แต่ตอนนี้ต้องบอกเลยว่าวงการแพทย์ฉุกเฉินในบ้านเรากำลังก้าวเข้าสู่ยุคดิจิทัลอย่างเต็มตัวแล้วนะคะ ไม่ว่าจะเป็นแพลตฟอร์ม “iDEMS” ที่ช่วยให้การรับแจ้งเหตุ, การส่งทีมออกปฏิบัติการ และการบันทึกข้อมูลทำได้แบบเรียลไทม์ผ่านระบบดิจิทัล ทั้งเสียง ภาพ วิดีโอ หรือแม้กระทั่งข้อความ ทำให้การสื่อสารไหลลื่นและข้อมูลไม่ตกหล่นเลยค่ะ แถมยังมีเทคโนโลยีอย่าง “AML” ที่ช่วยระบุตำแหน่งผู้ป่วยได้อย่างแม่นยำสุดๆ ทำให้ทีมไปถึงที่เกิดเหตุได้เร็วขึ้นมากๆ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในช่วง “Golden Time” หรือนาทีทองช่วยชีวิตผู้ป่วยนั่นเองค่ะ พอมีระบบดีๆ แบบนี้เข้ามาช่วย พวกเราก็อุ่นใจขึ้นเยอะเลยนะคะ เพราะทุกข้อมูลที่บันทึกจะถูกนำไปใช้ประโยชน์ต่อการรักษาต่อเนื่อง และยังช่วยลดความผิดพลาดต่างๆ ได้อีกด้วย ทำให้การทำงานของเจ้าหน้าที่เร็วขึ้น ปลอดภัยขึ้น และผู้ป่วยก็ได้รับการดูแลที่ดียิ่งขึ้นไปอีกค่ะ

ย้อนรอยอดีต: ความท้าทายของการบันทึกข้อมูลแบบแมนนวล

응급구조사와 출동 중 기록 관리 - **Prompt: "A Thai emergency medical services (EMS) paramedic, wearing a standard uniform and a medic...

ยุคก่อนดิจิทัล: ทำไมปากกากับสมุดถึงไม่พอ?

เพื่อนๆ คะ ลองจินตนาการถึงเหตุการณ์ฉุกเฉินดูสิคะ รถพยาบาลวิ่งฝ่าการจราจร เสียงไซเรนดังลั่น ข้างในรถ ทีมกู้ชีพกำลังเร่งมือช่วยชีวิตผู้ป่วยที่อยู่ในอาการวิกฤต ในสถานการณ์ที่ต้องแข่งกับเวลาแบบนี้ การที่เจ้าหน้าที่ต้องมานั่งจดบันทึกข้อมูลสำคัญๆ ด้วยมือบนกระดาษ มันเป็นเรื่องที่ท้าทายมากๆ เลยค่ะ ไม่ใช่แค่เรื่องของความเร็วเท่านั้นนะคะ แต่ยังรวมถึงความถูกต้องครบถ้วนของข้อมูลด้วย เพราะสภาพแวดล้อมหน้างานไม่เคยเอื้ออำนวยเลย บางทีอาจจะมืด ฝนตก หรือพื้นที่คับแคบ การเขียนตัวหนังสือให้ชัดเจนอ่านง่ายก็เป็นเรื่องยากแล้วค่ะ ยิ่งถ้าผู้ป่วยมีอาการซับซ้อน หรือต้องประสานงานกับหลายฝ่าย การสื่อสารข้อมูลที่บันทึกด้วยมือออกไปก็อาจเกิดความคลาดเคลื่อนได้ง่ายๆ เลย ซึ่งแน่นอนว่าทุกข้อมูล ทุกวินาที มีผลต่อชีวิตผู้ป่วยโดยตรงค่ะ ตัวเราเองเคยเห็นพี่ๆ เขาต้องจดบันทึกไปด้วย คุยโทรศัพท์ไปด้วย บางทีก็มีเลือดติดมือ ทำให้กระดาษเปื้อนอ่านไม่ออกก็มี มันน่าเห็นใจจริงๆ ค่ะ กว่าจะส่งข้อมูลให้โรงพยาบาลปลายทางได้ครบถ้วน ก็ต้องใช้เวลาพอสมควรเลย ทำให้บางครั้งการรักษาต่อเนื่องอาจจะล่าช้าไปบ้างเล็กน้อย ยอมรับเลยว่าสมัยก่อน การจัดการเวชระเบียนในภาคสนามนี่เป็นงานหินมากๆ เลยค่ะ

iDEMS และ AML: สองพลังขับเคลื่อนสู่ยุคใหม่

iDEMS: แพลตฟอร์มรับแจ้งเหตุและบันทึกข้อมูลแบบเรียลไทม์

พูดถึงเทคโนโลยีที่เข้ามาช่วยพลิกโฉมวงการแพทย์ฉุกเฉินในบ้านเรา สิ่งแรกที่ฉันนึกถึงและอยากเล่าให้ฟังมากๆ เลยก็คือแพลตฟอร์ม iDEMS ค่ะ ตัวย่อนี้มาจาก “Integrated Digital Emergency Medical System” ซึ่งก็ตรงตัวเลยว่ามันคือระบบดิจิทัลที่รวมทุกอย่างเกี่ยวกับการแพทย์ฉุกเฉินไว้ด้วยกัน เคยเห็นพี่ๆ เจ้าหน้าที่รับแจ้งเหตุผ่านระบบนี้แล้วทึ่งมาก!

พอมีสายเข้า ระบบจะแสดงข้อมูลผู้แจ้ง ตำแหน่งเบื้องต้น และรายละเอียดอื่นๆ ที่จำเป็นได้ทันที ทำให้การตัดสินใจส่งทีมออกปฏิบัติการรวดเร็วและแม่นยำขึ้นมาก ไม่ต้องมานั่งถามข้อมูลซ้ำซ้อนให้เสียเวลา แถมพอทีมกู้ชีพออกไปหน้างาน พวกเขาก็สามารถบันทึกข้อมูลต่างๆ ลงในแท็บเล็ตหรือสมาร์ทโฟนได้เลย ไม่ว่าจะเป็นอาการของผู้ป่วย การรักษาเบื้องต้นที่ให้ไป หรือแม้กระทั่งถ่ายรูป ส่งวิดีโอสภาพแวดล้อมให้ศูนย์บัญชาการดูได้แบบเรียลไทม์ มันเหมือนมีดวงตาอีกคู่ที่ช่วยให้การประเมินสถานการณ์ทำได้ดีขึ้นเยอะเลยค่ะ จากที่เคยเป็นแค่การโทรศัพท์บอกอาการ ตอนนี้กลายเป็นระบบที่มีภาพ เสียง และข้อมูลครบถ้วน ทำให้การประสานงานกับโรงพยาบาลปลายทางมีประสิทธิภาพสุดๆ แพทย์ที่โรงพยาบาลก็เตรียมพร้อมรับผู้ป่วยได้ดีขึ้น ลดความผิดพลาดในการสื่อสารไปได้เยอะเลยค่ะ

AML: ระบบระบุพิกัดผู้ป่วยที่แม่นยำกว่าที่เคย

อีกเทคโนโลยีที่มาคู่กันและสำคัญไม่แพ้กันเลยก็คือ “AML” หรือ “Advanced Mobile Location” ค่ะ เคยไหมคะเวลาที่เราตกอยู่ในสถานการณ์ฉุกเฉินแล้วตื่นเต้นจนบอกตำแหน่งที่อยู่ไม่ถูก หรือบอกได้แค่คร่าวๆ ทำให้ทีมกู้ภัยหาเราไม่เจอ?

ปัญหานี้จะหมดไปเลยค่ะเมื่อมี AML เข้ามาช่วยทำงาน ระบบนี้จะช่วยระบุตำแหน่งของผู้ป่วยที่โทรศัพท์ขอความช่วยเหลือได้อย่างแม่นยำมากๆ ถึงขั้นบอกได้ว่าเป็นอาคารไหน ชั้นไหน ในบางกรณีก็ยังทำได้เลยค่ะ จากประสบการณ์ที่ได้พูดคุยกับเพื่อนในวงการ เขาย้ำเลยว่าความแม่นยำของ AML ช่วยประหยัดเวลาในการค้นหาผู้ป่วยไปได้เยอะมาก ยิ่งในสถานการณ์ที่ผู้ป่วยหมดสติหรือไม่สามารถสื่อสารได้ดี ระบบนี้ยิ่งเป็นพระเอกเลยค่ะ เพราะทุกนาทีมีค่า การไปถึงที่เกิดเหตุได้เร็วขึ้นหมายถึงโอกาสรอดชีวิตของผู้ป่วยที่สูงขึ้นมากๆ โดยเฉพาะในช่วง “Golden Time” ซึ่งเป็นช่วงเวลาทองที่การเข้าถึงการรักษาอย่างรวดเร็วจะส่งผลต่อการฟื้นตัวและลดความพิการในระยะยาวได้อย่างมหาศาลค่ะ ฉันรู้สึกอุ่นใจมากๆ นะคะที่เห็นเทคโนโลยีเหล่านี้ถูกนำมาใช้จริงในบ้านเรา มันแสดงให้เห็นถึงความใส่ใจและพัฒนาการที่ไม่หยุดนิ่งของระบบแพทย์ฉุกเฉินไทยค่ะ

Advertisement

ผลลัพธ์ที่จับต้องได้: ชีวิตที่ดีขึ้นของทั้งผู้ป่วยและบุคลากร

ประโยชน์ต่อผู้ป่วย: แม่นยำ รวดเร็ว และปลอดภัยกว่าเดิม

เมื่อระบบดิจิทัลเข้ามามีบทบาทในการจัดการเวชระเบียน สิ่งแรกที่เราเห็นได้อย่างชัดเจนเลยคือประโยชน์ที่ผู้ป่วยได้รับค่ะ ลองนึกภาพดูนะคะ จากที่เมื่อก่อนข้อมูลอาจจะตกหล่น หรือถูกส่งต่อแบบผิดพลาดได้ง่ายๆ ตอนนี้ทุกอย่างถูกบันทึกอย่างเป็นระบบและเป็นเรียลไทม์ ไม่ว่าจะเป็นประวัติการเจ็บป่วย การแพ้ยา หรือแม้กระทั่งการรักษาเบื้องต้นที่หน่วยกู้ชีพให้ไป ข้อมูลเหล่านี้จะถูกส่งตรงไปยังโรงพยาบาลปลายทาง ทำให้แพทย์และพยาบาลสามารถเตรียมความพร้อมในการรักษาได้อย่างเต็มที่ทันทีที่ผู้ป่วยเดินทางมาถึงค่ะ เคยมีเคสที่เพื่อนเล่าให้ฟังว่ามีผู้ป่วยหมดสติและไม่มีใครทราบประวัติการแพ้ยา แต่ด้วยข้อมูลที่หน่วยกู้ชีพบันทึกผ่าน iDEMS แพทย์จึงทราบข้อมูลสำคัญและหลีกเลี่ยงการใช้ยาที่อาจเป็นอันตรายได้ทันท่วงที นี่คือตัวอย่างที่ชัดเจนเลยว่าความแม่นยำของข้อมูลดิจิทัลช่วยชีวิตคนได้อย่างไรบ้างค่ะ นอกจากนี้ การที่ทีมกู้ชีพไปถึงที่เกิดเหตุได้เร็วขึ้นด้วย AML ก็หมายถึงโอกาสที่ผู้ป่วยจะได้รับการช่วยเหลือใน “Golden Time” ที่สำคัญที่สุด ซึ่งมีผลต่อการฟื้นตัวและการลดความพิการในระยะยาวอย่างมีนัยสำคัญ ตัวเราเองรู้สึกซาบซึ้งใจมากๆ เลยนะคะที่เห็นว่าเทคโนโลยีเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่เครื่องมือ แต่เป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยให้ชีวิตของผู้คนปลอดภัยและมีคุณภาพที่ดีขึ้นจริงๆ ค่ะ

ประโยชน์ต่อเจ้าหน้าที่: ลดภาระงาน เพิ่มประสิทธิภาพ

ไม่ใช่แค่ผู้ป่วยนะคะที่ได้รับประโยชน์ บุคลากรทางการแพทย์เองก็มีชีวิตการทำงานที่ดีขึ้นมากเช่นกันค่ะ จากที่เคยต้องแบกรับภาระในการจดบันทึกด้วยมือในสถานการณ์ที่กดดัน ตอนนี้พวกเขาสามารถใช้แท็บเล็ตหรือสมาร์ทโฟนในการบันทึกข้อมูลได้อย่างรวดเร็วและเป็นระบบมากขึ้น ทำให้มีเวลาโฟกัสกับการดูแลผู้ป่วยได้เต็มที่ โดยไม่ต้องกังวลว่าข้อมูลจะตกหล่นหรือเขียนไม่ทัน ฉันเคยเห็นพี่ๆ กู้ชีพเล่าให้ฟังว่าสมัยก่อนพอเสร็จภารกิจก็ต้องมานั่งคีย์ข้อมูลลงคอมพิวเตอร์อีกรอบ ซึ่งเป็นการทำงานซ้ำซ้อนและกินเวลาหลังเลิกงานไปมาก แต่พอมีระบบ iDEMS เข้ามาช่วย ทุกอย่างจบในคราวเดียวตั้งแต่หน้างานเลยค่ะ ทำให้พวกเขามีเวลาพักผ่อนมากขึ้น หรือมีเวลาไปดูแลครอบครัวได้มากขึ้น นี่คือสิ่งที่ฉันเชื่อว่าจะช่วยให้บุคลากรทางการแพทย์มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพในระยะยาวค่ะ นอกจากนี้ การมีข้อมูลที่ครบถ้วนและเป็นระบบยังช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดความผิดพลาดจากการสื่อสาร ทำให้การทำงานมีความปลอดภัยมากขึ้นทั้งกับผู้ป่วยและตัวบุคลากรเอง มันเหมือนมีผู้ช่วยส่วนตัวที่ทำให้งานหนักๆ กลายเป็นงานที่จัดการได้ง่ายขึ้นเยอะเลยค่ะ

จากปากทีมกู้ชีพ: ประสบการณ์จริงกับเทคโนโลยีใหม่

Advertisement

เรื่องเล่าจากแนวหน้า: “iDEMS ทำให้ผมมั่นใจขึ้นเยอะ”

ฉันมีโอกาสได้คุยกับพี่กู้ชีพคนหนึ่งค่ะ เขาเล่าให้ฟังด้วยแววตาเป็นประกายว่า “เมื่อก่อนนะ เวลาออกเคสฉุกเฉินอย่างอุบัติเหตุรถชนหนักๆ ที่มีผู้บาดเจ็บหลายคน การจดบันทึกประวัติ อาการ และการปฐมพยาบาลแต่ละคนนี่วุ่นวายสุดๆ ไหนจะเสียงดัง ไหนจะคนมุง ไหนจะสภาพอากาศที่ไม่เป็นใจ บางทีข้อมูลผู้ป่วยแต่ละคนปนกันไปหมด กว่าจะแยกแยะได้ก็ใช้เวลา แต่พอมี iDEMS เข้ามา ทุกอย่างมันง่ายขึ้นมากครับ ผมแค่แตะๆ จิ้มๆ บนแท็บเล็ตก็บันทึกข้อมูลได้เกือบครบแล้ว จะถ่ายรูปสภาพบาดแผลส่งให้แพทย์ที่โรงพยาบาลดูก็ทำได้ทันที ทำให้ผมมีสมาธิกับการดูแลผู้ป่วยตรงหน้าได้มากขึ้น ไม่ต้องพะวงกับการเขียนบันทึกอีกต่อไป ยิ่งเวลาส่งต่อผู้ป่วยให้กับทีมแพทย์ปลายทาง การที่เขามีข้อมูลของเราอยู่ในมือแล้ว ทำให้กระบวนการรักษาต่อเนื่องราบรื่นขึ้นเยอะเลยครับ ผมรู้สึกมั่นใจในการทำงานมากขึ้นจริงๆ ครับ เพราะรู้ว่าทุกข้อมูลที่บันทึกไปจะถูกใช้ประโยชน์ต่อชีวิตของผู้ป่วยอย่างแท้จริง และมันลดความกังวลว่าข้อมูลจะตกหล่นหรือผิดพลาดได้มากเลย”

เสียงสะท้อนจากความรวดเร็ว: “ทุกนาทีที่ AML ประหยัดให้คือชีวิต”

ส่วนอีกท่านหนึ่ง ซึ่งเป็นพี่หัวหน้าทีมกู้ชีพ เล่าถึงความประทับใจในเทคโนโลยี AML ให้ฉันฟังค่ะ “มีอยู่ครั้งหนึ่ง เราได้รับแจ้งเหตุว่ามีผู้ป่วยหมดสติอยู่ในบ้านกลางสวนที่หาทางเข้าออกยากมากๆ ถ้าเป็นเมื่อก่อนนะ คงต้องวนหาเป็นชั่วโมงแน่ๆ ครับ ยิ่งเวลามืดๆ ด้วยแล้ว แต่โชคดีที่เรามี AML ที่ช่วยระบุพิกัดได้อย่างแม่นยำ ถึงขั้นบอกได้เลยว่าผู้ป่วยอยู่ตรงไหนของบ้าน ทำให้เราไปถึงจุดเกิดเหตุได้เร็วอย่างไม่น่าเชื่อ และทำการช่วยเหลือได้ทันท่วงที ผู้ป่วยอาการหนักแต่เพราะความรวดเร็วของเรา เขาเลยรอดชีวิตมาได้ ตอนนั้นรู้สึกเลยครับว่าเทคโนโลยีนี้มันมีค่ามากๆ ทุกนาทีที่เราประหยัดได้จากการนำทางของ AML นั่นหมายถึงโอกาสที่ผู้ป่วยจะได้มีชีวิตรอดกลับมา ทุกชีวิตมีค่าครับ และผมรู้สึกดีใจที่เรามีเครื่องมือที่ช่วยเพิ่มโอกาสเหล่านั้นให้กับผู้คนได้จริงๆ” ฟังแล้วฉันเองก็ขนลุกตามไปด้วยเลยค่ะ นี่แหละคือผลลัพธ์ของนวัตกรรมที่เปลี่ยนชีวิตผู้คนได้อย่างแท้จริง

เปรียบเทียบความต่าง: จากอดีตถึงปัจจุบัน

응급구조사와 출동 중 기록 관리 - **Prompt: "A Thai EMS paramedic, wearing a modern uniform and a medical mask, is efficiently inputti...

ยุคเก่า vs. ยุคใหม่: การจัดการเวชระเบียนที่เปลี่ยนแปลงไป

คุณสมบัติ ระบบแบบแมนนวล (ยุคเก่า) ระบบดิจิทัล (iDEMS/AML)
ความรวดเร็วในการบันทึก ช้า ต้องใช้เวลาเขียน รวดเร็ว บันทึกผ่านอุปกรณ์พกพา
ความแม่นยำของข้อมูล เสี่ยงต่อการตกหล่น/ผิดพลาด สูง ข้อมูลเป็นระบบ ลดข้อผิดพลาด
การเข้าถึงข้อมูล ต้องรอนำส่งกระดาษ เรียลไทม์ แพทย์เห็นข้อมูลทันที
การระบุตำแหน่งผู้ป่วย อาศัยคำบอกเล่า อาจคลาดเคลื่อน แม่นยำสูง (AML) ประหยัดเวลา
ประสิทธิภาพการสื่อสาร ค่อนข้างจำกัด (เสียงเท่านั้น) หลากหลาย (เสียง ภาพ วิดีโอ ข้อความ)
การใช้ข้อมูลเพื่อการพัฒนา ยาก ต้องนำมาวิเคราะห์ภายหลัง ง่าย ข้อมูลถูกจัดเก็บเป็นระบบ วิเคราะห์ได้ทันที

เห็นตารางนี้แล้วรู้สึกเลยใช่ไหมคะว่าความแตกต่างมันชัดเจนมากๆ เมื่อก่อนที่ทุกอย่างต้องทำด้วยมือ มันเต็มไปด้วยข้อจำกัดและความเสี่ยง ยิ่งในสถานการณ์ที่ทุกวินาทีมีความหมาย ความผิดพลาดเล็กๆ น้อยๆ อาจนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ร้ายแรงได้เลย แต่พอทุกอย่างก้าวเข้าสู่ยุคดิจิทัล ทั้งความรวดเร็ว ความแม่นยำ และประสิทธิภาพในการทำงานก็เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด ฉันเชื่อว่าสิ่งเหล่านี้ไม่เพียงแต่ช่วยให้การทำงานของบุคลากรทางการแพทย์ง่ายขึ้นเท่านั้น แต่ยังช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยให้ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเลยค่ะ ลองคิดดูสิคะว่าในอนาคตข้างหน้า ระบบเหล่านี้จะถูกพัฒนาไปไกลขนาดไหน และจะช่วยชีวิตผู้คนได้อีกมากมายเพียงใด แค่คิดก็รู้สึกตื่นเต้นและภูมิใจแทนประเทศไทยแล้วค่ะที่ได้เห็นความก้าวหน้าเหล่านี้เกิดขึ้นจริง

ความท้าทายและการปรับตัว: เมื่อเทคโนโลยีเปลี่ยนโลก

Advertisement

อุปสรรคที่ต้องเผชิญ: จากคนสู่ระบบ

แน่นอนว่าการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ย่อมมาพร้อมกับความท้าทายค่ะ แม้เทคโนโลยีจะดีเลิศแค่ไหน แต่การนำมาใช้จริงก็ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เสมอไป เท่าที่ฉันได้พูดคุยกับเพื่อนๆ ในวงการแพทย์ฉุกเฉิน พวกเขายอมรับว่าช่วงแรกๆ ของการปรับเปลี่ยนจากระบบแมนนวลมาเป็นดิจิทัลนั้นมีอุปสรรคอยู่บ้างค่ะ อย่างแรกเลยคือเรื่องของบุคลากร บางท่านอาจจะยังไม่คุ้นชินกับการใช้อุปกรณ์ดิจิทัล หรือยังไม่มั่นใจในการใช้งาน ทำให้ต้องใช้เวลาในการเรียนรู้และฝึกฝนพอสมควรค่ะ นอกจากนี้ยังมีเรื่องของโครงสร้างพื้นฐานของระบบอินเทอร์เน็ตในบางพื้นที่ที่อาจจะยังเข้าถึงได้ไม่ทั่วถึง หรือสัญญาณไม่เสถียร ซึ่งอาจส่งผลต่อการส่งข้อมูลแบบเรียลไทม์ได้ในบางสถานการณ์ แต่ฉันก็เห็นความพยายามของทุกฝ่ายในการแก้ไขปัญหาและพัฒนาให้ระบบสมบูรณ์แบบยิ่งขึ้นนะคะ ไม่ว่าจะเป็นการจัดอบรมอย่างต่อเนื่อง การปรับปรุงอุปกรณ์ให้ใช้งานง่ายขึ้น หรือการขยายโครงข่ายอินเทอร์เน็ตให้ครอบคลุมมากขึ้น ฉันเชื่อว่าด้วยความมุ่งมั่นและความร่วมมือกัน เราจะสามารถก้าวข้ามอุปสรรคเหล่านี้ไปได้อย่างแน่นอนค่ะ เพราะท้ายที่สุดแล้ว เป้าหมายของเราทุกคนคือการช่วยชีวิตผู้คนให้ได้มากที่สุดนั่นเอง

การปรับตัวของบุคลากร: หัวใจสำคัญของความสำเร็จ

สิ่งหนึ่งที่ฉันประทับใจมากๆ คือการปรับตัวของพี่ๆ บุคลากรทางการแพทย์ค่ะ แม้ว่าจะมีอุปสรรคในช่วงแรก แต่ทุกคนก็พยายามเรียนรู้และพัฒนาตัวเองอย่างไม่หยุดยั้ง เพื่อให้สามารถใช้งานเทคโนโลยีใหม่ๆ ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ พวกเขายอมรับว่าการเปลี่ยนแปลงเป็นสิ่งจำเป็น และพร้อมที่จะเรียนรู้เพื่อสิ่งที่ดีกว่า ฉันเคยถามพี่พยาบาลคนหนึ่งว่า “พี่ไม่รู้สึกยุ่งยากกับการใช้แท็บเล็ตแทนการจดบันทึกเหรอคะ” พี่เขาตอบฉันด้วยรอยยิ้มว่า “แรกๆ ก็มีงงๆ บ้างแหละน้อง แต่พอใช้ไปสักพักก็ชินนะ แถมมันเร็วกว่าเยอะเลย เรามีเวลาไปดูคนไข้มากขึ้น ไม่ต้องมานั่งกังวลเรื่องการจดบันทึกให้เสียสมาธิ ที่สำคัญคือข้อมูลมันเก็บเป็นระเบียบ ไม่ตกหล่น ทำให้การส่งต่อผู้ป่วยให้กับหมอที่โรงพยาบาลก็ง่ายขึ้นเยอะเลย พี่ว่ามันคุ้มค่ากับการที่เราต้องเรียนรู้ใหม่นะ” คำตอบของพี่พยาบาลทำให้ฉันรู้สึกได้ถึงหัวใจของการเป็นผู้ให้ที่แท้จริงค่ะ การที่พวกเขายอมเปิดรับสิ่งใหม่ๆ เพื่อประโยชน์สูงสุดของผู้ป่วย คือแรงผลักดันสำคัญที่ทำให้ระบบแพทย์ฉุกเฉินของไทยก้าวไปข้างหน้าได้อย่างแข็งแกร่งและยั่งยืนค่ะ

อนาคตของระบบแพทย์ฉุกเฉินไทย: ก้าวต่อไปที่ไม่หยุดยั้ง

มากกว่าแค่บันทึก: การใช้ข้อมูลเพื่อพัฒนาระบบ

เพื่อนๆ รู้ไหมคะว่าข้อมูลที่ถูกบันทึกผ่านระบบดิจิทัลเหล่านี้ ไม่ได้มีประโยชน์แค่กับการรักษาผู้ป่วยรายบุคคลเท่านั้นนะคะ แต่ยังถูกนำไปใช้เพื่อการวิเคราะห์และพัฒนาระบบแพทย์ฉุกเฉินของประเทศในภาพรวมอีกด้วยค่ะ ฉันเคยคุยกับผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุข เขาเล่าให้ฟังว่าข้อมูลที่ได้จาก iDEMS และ AML สามารถนำมาวิเคราะห์ได้ว่าเหตุการณ์ฉุกเฉินประเภทไหนเกิดขึ้นบ่อยที่สุดในพื้นที่ใดบ้าง ช่วงเวลาไหนที่มีความเสี่ยงสูง หรือแม้กระทั่งระยะเวลาเฉลี่ยในการออกปฏิบัติการของทีมกู้ชีพเป็นเท่าไหร่ การมีข้อมูลเชิงลึกเหล่านี้ทำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถวางแผนจัดสรรทรัพยากรได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มจำนวนรถพยาบาลในพื้นที่ที่จำเป็น การฝึกอบรมบุคลากรให้มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง หรือการปรับปรุงเส้นทางในการเข้าถึงจุดเกิดเหตุให้รวดเร็วยิ่งขึ้น นี่คือสิ่งที่ระบบแมนนวลไม่สามารถทำได้อย่างง่ายดายค่ะ การที่ทุกอย่างเป็นดิจิทัลทำให้เรามองเห็นภาพรวมและจุดที่ต้องปรับปรุงได้ชัดเจนขึ้น ส่งผลให้ระบบแพทย์ฉุกเฉินของเราแข็งแกร่งและตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำยิ่งขึ้นไปอีกค่ะ มันเหมือนกับการที่เรามีข้อมูลมาประกอบการตัดสินใจ ทำให้การพัฒนาเป็นไปในทิศทางที่ถูกต้องและเกิดประโยชน์สูงสุดนั่นเอง

ความร่วมมือและนวัตกรรม: เพื่อชีวิตที่ดีกว่า

สิ่งที่ฉันรู้สึกได้จากการได้เห็นความก้าวหน้าของระบบแพทย์ฉุกเฉินไทยคือความร่วมมือร่วมใจของทุกภาคส่วนค่ะ ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และตัวบุคลากรทางการแพทย์เอง ต่างก็มุ่งมั่นที่จะนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆ เข้ามาใช้เพื่อยกระดับคุณภาพการดูแลผู้ป่วยฉุกเฉินให้ดียิ่งขึ้นไปอีก ฉันเชื่อว่าในอนาคต เราจะได้เห็นเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยกว่านี้เข้ามาช่วยงานแพทย์ฉุกเฉินอีกมากมายค่ะ ไม่ว่าจะเป็นการใช้ AI ในการวิเคราะห์ข้อมูลผู้ป่วยเพื่อการวินิจฉัยเบื้องต้นที่รวดเร็วขึ้น การใช้โดรนในการส่งยาหรืออุปกรณ์ช่วยชีวิตไปยังพื้นที่ที่เข้าถึงยาก หรือแม้กระทั่งการแพทย์ทางไกลที่ทำให้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญสามารถให้คำแนะนำแก่ทีมกู้ชีพที่หน้างานได้แบบเรียลไทม์ ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะช่วยลดช่องว่างในการเข้าถึงการรักษาและเพิ่มโอกาสรอดชีวิตให้กับผู้คนได้อีกมหาศาลเลยค่ะ ในฐานะประชาชนคนหนึ่ง ฉันรู้สึกอุ่นใจและภาคภูมิใจมากๆ ที่เห็นวงการแพทย์ฉุกเฉินไทยพัฒนาไปข้างหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง เพื่อให้เราทุกคนได้รับการดูแลที่ดีที่สุดในยามวิกฤต ฉันเชื่อว่าด้วยความมุ่งมั่นและความก้าวหน้าเหล่านี้ อนาคตของระบบแพทย์ฉุกเฉินไทยจะต้องเป็นไปในทิศทางที่สดใสอย่างแน่นอนค่ะ

บทสรุปของเรื่องราว

เป็นยังไงกันบ้างคะเพื่อนๆ หลังจากที่เราได้เจาะลึกเรื่องราวของระบบแพทย์ฉุกเฉินในบ้านเรา จะเห็นได้เลยว่าเทคโนโลยีอย่าง iDEMS และ AML ได้เข้ามาเปลี่ยนโฉมหน้าของการช่วยชีวิตไปอย่างสิ้นเชิง จากที่เคยเป็นงานยากแสนหิน ตอนนี้กลับกลายเป็นกระบวนการที่รวดเร็ว แม่นยำ และมีประสิทธิภาพมากขึ้นกว่าเดิมหลายเท่าตัว ตัวฉันเองรู้สึกอุ่นใจมากๆ เลยค่ะที่เห็นความก้าวหน้าเหล่านี้ เพราะมันหมายถึงชีวิตผู้คนจำนวนมากที่จะได้รับการดูแลที่ดีขึ้น และลดความสูญเสียที่ไม่ควรจะเกิดขึ้นได้ ฉันเชื่อว่าความร่วมมือและการไม่หยุดพัฒนาคือหัวใจสำคัญที่จะขับเคลื่อนระบบสาธารณสุขของเราให้ก้าวหน้าไปอีกไกลในอนาคตอันใกล้นี้ค่ะ การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของเครื่องมือ แต่เป็นเรื่องของการยกระดับมาตรฐานการดูแล และความปลอดภัยให้กับคนไทยทุกคนอย่างแท้จริง ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าภูมิใจและควรค่าแก่การสนับสนุนมากๆ เลยนะคะ

Advertisement

สิ่งที่คุณควรรู้ไว้ มีประโยชน์แน่นอน

1. เบอร์โทรฉุกเฉิน 1669: หากเพื่อนๆ หรือคนรอบข้างประสบเหตุฉุกเฉินทางการแพทย์ ไม่ว่าจะเป็นอุบัติเหตุ รถชน คนหมดสติ หรือเจ็บป่วยกะทันหัน อย่าลังเลที่จะกด 1669 นะคะ เบอร์นี้เป็นศูนย์กลางประสานงานทางการแพทย์ฉุกเฉินทั่วประเทศของไทย และพร้อมให้บริการตลอด 24 ชั่วโมงไม่มีวันหยุด ทีมงานมืออาชีพจะคอยรับสายและให้คำแนะนำเบื้องต้น รวมถึงจัดส่งหน่วยกู้ชีพที่ใกล้ที่สุดไปยังจุดเกิดเหตุทันทีที่ได้รับแจ้ง การมีเบอร์นี้บันทึกไว้ในโทรศัพท์ หรือติดไว้ในที่ที่เห็นได้ง่าย อาจเป็นกุญแจสำคัญในการช่วยชีวิตใครสักคนได้เลยค่ะ เพราะทุกวินาทีมีค่าจริงๆ ในสถานการณ์วิกฤต การโทรแจ้งได้อย่างรวดเร็วและถูกต้องคือสิ่งสำคัญอันดับแรกที่เราสามารถทำได้เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัย

2. ให้ข้อมูลที่อยู่ชัดเจน: เวลาแจ้งเหตุฉุกเฉิน สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันเลยคือการบอกตำแหน่งที่เกิดเหตุให้ละเอียดและถูกต้องที่สุดค่ะ พยายามบอกชื่อถนน ซอย บ้านเลขที่ หรือแม้กระทั่งจุดสังเกตสำคัญใกล้เคียง เช่น โรงเรียน วัด ห้างสรรพสินค้า หรือร้านสะดวกซื้อที่เห็นชัดเจน หากอยู่ในพื้นที่ที่ไม่มีบ้านเลขที่ชัดเจน การบอกลักษณะอาคาร สี หรือรูปทรง ก็ช่วยได้มากเลยนะคะ สมัยนี้หลายคนใช้สมาร์ทโฟน ก็สามารถส่งพิกัดตำแหน่ง (Location Sharing) ผ่านแอปพลิเคชัน LINE หรือ Google Maps ให้เจ้าหน้าที่ได้โดยตรง ซึ่งช่วยให้ทีมกู้ชีพใช้ AML นำทางไปถึงที่เกิดเหตุได้อย่างแม่นยำและรวดเร็วกว่าเดิมมากค่ะ จำไว้ว่าข้อมูลที่ชัดเจนจะช่วยประหยัดเวลาในการค้นหา ซึ่งหมายถึงโอกาสที่ผู้ป่วยจะได้รับการช่วยเหลือเร็วขึ้นนั่นเองค่ะ

3. เตรียมข้อมูลสุขภาพส่วนตัวให้พร้อม: เคยไหมคะเวลาป่วยหนักจนพูดอะไรไม่ไหว หรือเกิดอุบัติเหตุจนหมดสติ? หากเรามีประวัติการเจ็บป่วย โรคประจำตัว การแพ้ยา หรือแม้กระทั่งกรุ๊ปเลือดที่สำคัญ ลองเขียนสรุปข้อมูลเหล่านี้ใส่กระดาษเล็กๆ เก็บไว้ในกระเป๋าเงิน หรืออาจจะใช้แอปพลิเคชันสุขภาพในสมาร์ทโฟนที่สามารถเข้าถึงได้ง่ายๆ โดยไม่ต้องปลดล็อกเครื่องก็ได้ค่ะ ข้อมูลเหล่านี้มีค่ามหาศาลสำหรับบุคลากรทางการแพทย์ เพราะจะช่วยให้พวกเขาสามารถประเมินสถานการณ์และให้การรักษาเบื้องต้นได้อย่างถูกต้องแม่นยำ ลดความเสี่ยงในการเกิดภาวะแทรกซ้อน หรือการให้ยาที่อาจเป็นอันตรายต่อตัวเราเองได้ในสถานการณ์ที่ไม่คาดฝันค่ะ

4. เรียนรู้การปฐมพยาบาลเบื้องต้น: การรู้เทคนิคการปฐมพยาบาลพื้นฐาน ไม่ว่าจะเป็นการทำ CPR (การช่วยชีวิตขั้นพื้นฐาน) การใช้เครื่อง AED (เครื่องกระตุกหัวใจด้วยไฟฟ้าอัตโนมัติ) การห้ามเลือดเบื้องต้น หรือแม้กระทั่งการดูแลผู้ป่วยที่สำลัก สามารถสร้างความแตกต่างระหว่างชีวิตและความตายได้เลยนะคะ เพราะบ่อยครั้งที่การช่วยเหลือเบื้องต้นในนาทีแรกๆ ก่อนที่ทีมแพทย์จะมาถึง เป็นช่วงเวลาทองที่สำคัญที่สุด การสละเวลาสักเล็กน้อยเพื่อเข้ารับการอบรมการปฐมพยาบาลเบื้องต้นจากหน่วยงานที่เชื่อถือได้ จะเป็นทักษะที่มีคุณค่าและสามารถช่วยชีวิตคนรอบข้างหรือแม้แต่คนในครอบครัวของเราได้จริงๆ ค่ะ ฉันเองก็ตั้งใจว่าจะหาเวลาไปเรียนเพิ่มเติมเหมือนกัน เพราะรู้สึกว่ามันเป็นทักษะที่ทุกคนควรมีติดตัวไว้นะคะ

5. ตั้งสติและอย่าตื่นตระหนก: เมื่อต้องเผชิญหน้ากับสถานการณ์ฉุกเฉิน ไม่ว่าจะในฐานะผู้ประสบภัยหรือผู้พบเห็น สิ่งแรกที่สำคัญที่สุดคือการพยายามตั้งสติให้มากที่สุดค่ะ การตื่นตระหนกจะทำให้เราคิดอะไรไม่ออก หรือตัดสินใจผิดพลาดได้ง่ายๆ ซึ่งอาจส่งผลเสียต่อสถานการณ์ได้ การหายใจลึกๆ และพยายามรวบรวมข้อมูลเท่าที่ทำได้ ก่อนโทรแจ้ง 1669 หรือให้ความช่วยเหลือเบื้องต้นอย่างมีสติ จะช่วยให้ทุกอย่างดำเนินไปอย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพมากขึ้นค่ะ เจ้าหน้าที่เองก็จะสามารถทำงานได้ง่ายขึ้นเมื่อผู้แจ้งเหตุมีสติและให้ข้อมูลที่ชัดเจนได้ การควบคุมอารมณ์และการมีสติคือพลังสำคัญที่จะช่วยให้เราผ่านพ้นสถานการณ์วิกฤตไปได้ด้วยดีนะคะ

ข้อควรรู้และสรุปใจความสำคัญ

สิ่งที่ฉันอยากให้เพื่อนๆ จดจำจากเรื่องราวทั้งหมดในวันนี้ คือการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของระบบแพทย์ฉุกเฉินไทยที่ก้าวสู่ยุคดิจิทัลอย่างเต็มตัวค่ะ เทคโนโลยีอย่างแพลตฟอร์ม iDEMS และระบบระบุพิกัด AML ไม่ใช่แค่เครื่องมือธรรมดา แต่เป็นหัวใจสำคัญที่ช่วยยกระดับการทำงานของบุคลากรทางการแพทย์ให้รวดเร็ว แม่นยำ และมีประสิทธิภาพมากขึ้นกว่าเดิมหลายเท่าตัว ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้นั้นยิ่งใหญ่และจับต้องได้ นั่นคือการเพิ่มโอกาสในการรอดชีวิตและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นให้กับผู้ป่วยทุกคนที่ประสบเหตุฉุกเฉิน ไม่ว่าจะเป็นการลดความผิดพลาดในการสื่อสาร การประหยัดเวลาในการเข้าถึงผู้ป่วยในนาทีทอง ไปจนถึงการใช้ข้อมูลเพื่อการวางแผนและพัฒนาระบบในภาพรวม ทุกคนมีส่วนร่วมได้ง่ายๆ ด้วยการจดจำเบอร์ 1669 และเรียนรู้การให้ข้อมูลที่ถูกต้อง การที่เราตระหนักและเข้าใจถึงความสำคัญของการแพทย์ฉุกเฉิน ก็เท่ากับว่าเราเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนสังคมให้ปลอดภัยและอุ่นใจยิ่งขึ้นค่ะ การปรับตัวเข้ากับเทคโนโลยีใหม่ๆ นี้ ไม่เพียงแต่ช่วยให้การทำงานของเจ้าหน้าที่ราบรื่น แต่ยังสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนอย่างเราๆ ว่าจะได้รับการดูแลที่ดีที่สุดในยามคับขัน

คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 📖

ถาม: iDEMS และ AML คืออะไรกันแน่ แล้วมันช่วยพี่ๆ กู้ชีพได้อย่างไรบ้างคะ?

ตอบ: อู้หูววว… ต้องบอกเลยว่าสองคำนี้คือพระเอกของงานนี้เลยค่ะ! เท่าที่ฉันได้คุยกับเพื่อนที่ทำงานในหน่วยกู้ชีพ เขาเล่าให้ฟังว่า iDEMS (Integrated Digital Emergency Medical System) เป็นเหมือนศูนย์บัญชาการดิจิทัลเลยก็ว่าได้ค่ะ คือมันเป็นแพลตฟอร์มที่เชื่อมโยงทุกอย่างเข้าด้วยกัน ตั้งแต่ตอนที่เราโทรแจ้งเหตุฉุกเฉินเข้าไป ระบบก็จะบันทึกข้อมูลแบบเรียลไทม์ ทั้งเสียง ภาพ วิดีโอ หรือข้อความที่เราให้ไป ทำให้ข้อมูลไม่ตกหล่นและส่งตรงถึงทีมกู้ชีพได้อย่างรวดเร็ว พริบตาเดียวจริงๆ ค่ะ!
ส่วน AML (Advanced Mobile Location) อันนี้ล้ำมาก! มันคือเทคโนโลยีที่ช่วยระบุตำแหน่งของเราได้อย่างแม่นยำสุดๆ แค่เราโทรออกผ่านมือถือ ระบบก็จะส่งพิกัดไปยังหน่วยกู้ชีพทันที ทำให้ทีมไปถึงที่เกิดเหตุได้เร็วขึ้นมากๆ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการช่วยชีวิตผู้ป่วยในนาทีทองเลยนะคะ คิดดูสิคะว่าในสถานการณ์ที่ทุกวินาทีมีค่า การที่ทีมกู้ชีพรู้ว่าผู้ป่วยอยู่ที่ไหนเป๊ะๆ และมีข้อมูลเบื้องต้นครบถ้วน มันช่วยลดความกังวลและเพิ่มโอกาสรอดให้ผู้ป่วยได้เยอะขนาดไหน ฉันฟังแล้วยังทึ่งเลยค่ะ!

ถาม: เทคโนโลยีเหล่านี้มีประโยชน์กับพวกเราในฐานะผู้ป่วยอย่างไรบ้างเวลาเกิดเหตุฉุกเฉิน?

ตอบ: โอ๊ยยย… ขอบอกเลยว่ามีประโยชน์กับพวกเราแบบเต็มๆ เลยค่ะ! ในฐานะที่เราเองก็เป็นประชาชนคนหนึ่งที่อาจต้องพึ่งพาหน่วยกู้ชีพในวันใดวันหนึ่ง ฉันรู้สึกอุ่นใจมากๆ เลยค่ะที่รู้ว่ามีระบบเหล่านี้เข้ามาช่วย อันดับแรกเลยคือ การตอบสนองที่รวดเร็วขึ้น ค่ะ เมื่อมีระบบ AML ที่ระบุตำแหน่งได้อย่างแม่นยำ และ iDEMS ที่ส่งข้อมูลได้แบบเรียลไทม์ ทีมกู้ชีพก็จะมาถึงที่เกิดเหตุได้เร็วขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งหมายความว่าพวกเราจะได้รับการช่วยเหลือเร็วขึ้นนั่นเองค่ะ!
ลองคิดดูนะคะว่าถ้าเราเกิดอุบัติเหตุหรือมีอาการฉุกเฉิน ทุกนาทีคือชีวิตจริงๆ นะคะ นอกจากนี้ ข้อมูลเวชระเบียนที่ครบถ้วนและถูกต้อง ผ่านระบบ iDEMS ก็สำคัญมากๆ เพราะมันจะถูกส่งต่อไปยังโรงพยาบาล ทำให้แพทย์ที่รับช่วงต่อได้ข้อมูลที่จำเป็นสำหรับการรักษาต่อเนื่อง ลดโอกาสเกิดความผิดพลาดจากการสื่อสารที่คลาดเคลื่อน และที่สำคัญที่สุดคือ ผลลัพธ์การรักษาที่ดีขึ้น ค่ะ เพราะทีมกู้ชีพมีข้อมูลครบถ้วนตั้งแต่แรก ทำให้การปฐมพยาบาลเบื้องต้นมีประสิทธิภาพมากขึ้น และเมื่อถึงมือแพทย์ก็สามารถวางแผนการรักษาได้อย่างแม่นยำยิ่งขึ้นไปอีก ฉันเชื่อว่าสิ่งเหล่านี้ช่วยลดความเสี่ยงและเพิ่มคุณภาพชีวิตให้พวกเราได้อย่างแท้จริงค่ะ

ถาม: ระบบแบบนี้ถูกนำมาใช้แพร่หลายทั่วประเทศไทยแล้วหรือยังคะ? แล้วมีข้อท้าทายหรือการพัฒนาในอนาคตอย่างไรบ้าง?

ตอบ: เป็นคำถามที่ดีมากเลยค่ะ! จากที่ฉันได้พูดคุยกับเพื่อนๆ ในวงการ เขาบอกว่าตอนนี้ประเทศไทยเรากำลังก้าวเข้าสู่ยุคดิจิทัลในระบบแพทย์ฉุกเฉินอย่างเต็มตัวและมีการนำระบบเหล่านี้ไปใช้ในหลายพื้นที่แล้วค่ะ แต่แน่นอนว่าการจะให้ครอบคลุมทั่วประเทศ 100% ก็ยังต้องใช้เวลาและความพยายามอีกสักหน่อยค่ะ เพราะมันมีข้อท้าทายหลายอย่างเลยนะคะ อย่างแรกเลยคือ การบูรณาการระบบ ค่ะ การนำระบบใหม่เข้ามาใช้ในแต่ละจังหวัด แต่ละโรงพยาบาล หรือหน่วยกู้ชีพที่อาจมีระบบเดิมอยู่แล้ว ต้องมีการปรับจูนและเชื่อมโยงข้อมูลให้เข้ากันได้อย่างราบรื่นค่ะ ถัดมาคือเรื่องของ การฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ ค่ะ พี่ๆ กู้ชีพและบุคลากรทางการแพทย์ต้องได้รับการฝึกฝนให้ใช้งานระบบใหม่ได้อย่างชำนาญ ซึ่งอาจต้องใช้เวลาและทรัพยากรพอสมควรค่ะ และที่ขาดไม่ได้เลยคือ งบประมาณ ในการลงทุนและบำรุงรักษาระบบให้ทันสมัยอยู่เสมอค่ะแต่ถึงแม้จะมีข้อท้าทาย ฉันมองเห็นอนาคตที่สดใสมากๆ เลยค่ะ การพัฒนาในอนาคตอาจรวมถึงการนำเทคโนโลยี AI มาช่วยวิเคราะห์ข้อมูลผู้ป่วยเพื่อการวินิจฉัยเบื้องต้นที่แม่นยำยิ่งขึ้น หรือการเชื่อมโยงข้อมูลกับฐานข้อมูลสุขภาพอื่นๆ เพื่อให้เห็นภาพรวมสุขภาพของผู้ป่วยได้อย่างสมบูรณ์แบบมากขึ้นค่ะ รวมถึงการพัฒนาแอปพลิเคชันสำหรับประชาชนเพื่อการแจ้งเหตุที่ง่ายและรวดเร็วกว่าเดิม ฉันเชื่อว่าในอนาคตอันใกล้ ระบบเหล่านี้จะแข็งแกร่งและเป็นประโยชน์ต่อคนไทยทุกคนอย่างแน่นอนค่ะ พอได้รู้แบบนี้แล้วก็รู้สึกภูมิใจในวงการแพทย์ฉุกเฉินของบ้านเรามากๆ เลยค่ะ!

📚 อ้างอิง

Advertisement