7 เคล็ดลับจับคู่ทฤษฎี-ปฏิบัติให้สมบูรณ์แบบจาก EMT ตัวจริง

webmaster

응급구조사 실무와 이론 연결 - Here are three detailed image prompts in English, designed to be appropriate for a 15-year-old audie...

สวัสดีค่ะ! ชาว EMT และทุกๆ คนที่หัวใจรักงานแพทย์ฉุกเฉิน วันนี้ฉันอยากชวนทุกคนมาคุยเรื่องที่สำคัญมากๆ ที่หลายคนอาจจะกำลังเผชิญอยู่ นั่นก็คือ ‘การเชื่อมโยงทฤษฎีกับปฏิบัติจริง’ ในสนามนั่นเองค่ะ!

응급구조사 실무와 이론 연결 관련 이미지 1

เวลาเรียนในห้องเรียน เราก็เข้าใจดี ท่องจำได้ขึ้นใจ แต่พอถึงเวลาต้องลงมือจริง เจอคนไข้ตรงหน้า สถานการณ์คับขัน ทุกอย่างมันดูซับซ้อนไปหมดเลยใช่ไหมคะ? ฉันเองก็เคยผ่านจุดนั้นมาแล้วค่ะ และบอกเลยว่ามันไม่ง่ายเลยจริงๆ ที่จะนำความรู้จากตำรามาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดในเสี้ยววินาที บทความนี้แหละค่ะ จะมาเผยเคล็ดลับที่ฉันได้เรียนรู้มาทั้งหมด เพื่อให้ทุกคนก้าวข้ามความท้าทายนี้ไปได้อย่างมั่นใจ

ถอดรหัสสถานการณ์จริง: ก้าวแรกสู่การผสานทฤษฎี

หลายครั้งที่พวกเราเรียนรู้หลักการและขั้นตอนต่างๆ ในห้องเรียนอย่างแม่นยำ ตั้งแต่การประเมินสภาพผู้ป่วยเบื้องต้น การจัดการทางเดินหายใจ การช่วยฟื้นคืนชีพ ไปจนถึงการให้ยาตามโปรโตคอล แต่พอลงสนามจริง มันเหมือนมีพลังงานบางอย่างที่ทำให้ทุกอย่างที่เราท่องจำมาหยุดชะงักไปชั่วขณะใช่ไหมคะ? ฉันเองก็เคยเจอปัญหาแบบนั้นมาบ่อยครั้งค่ะ โดยเฉพาะในช่วงแรกๆ ที่ออกปฏิบัติงาน การเห็นคนไข้จริงๆ ด้วยอาการที่หลากหลาย ความตื่นตระหนกของญาติ และสภาพแวดล้อมที่ไม่คาดฝัน ทำให้ข้อมูลที่เราเคยจัดระเบียบไว้ในหัวมันปั่นป่วนไปหมด สิ่งสำคัญที่สุดที่ฉันได้เรียนรู้เลยก็คือ การตั้งสติและพยายามทำความเข้าใจสถานการณ์ตรงหน้าให้ได้มากที่สุด ไม่ใช่แค่การมองเห็นอาการภายนอก แต่ต้องพยายามเชื่อมโยงสิ่งที่เห็นกับทฤษฎีที่เราเรียนมาให้ได้ในเสี้ยววินาที เช่น เมื่อเห็นคนไข้หายใจลำบาก ไม่ใช่แค่รู้ว่าต้องให้ออกซิเจน แต่ต้องคิดต่อว่าสาเหตุคืออะไร? เกี่ยวกับโรคประจำตัวไหม? และควรใช้อุปกรณ์หรือเทคนิคอะไรที่เหมาะสมที่สุดเพื่อช่วยชีวิตเขาได้ทันท่วงที นี่คือจุดเริ่มต้นที่สำคัญของการผสานทฤษฎีและปฏิบัติจริงๆ ค่ะ มันไม่ใช่แค่การลงมือทำ แต่เป็นการคิดวิเคราะห์ไปพร้อมๆ กัน

การอ่านสัญญาณที่ซ่อนอยู่

บางครั้งผู้ป่วยอาจจะไม่ได้บอกอาการทั้งหมด หรือญาติเองก็อาจจะตื่นตระหนกจนให้ข้อมูลได้ไม่ครบถ้วน ตรงนี้แหละค่ะที่ทักษะการสังเกตของเราจะเข้ามามีบทบาทสำคัญมากๆ ในช่วงเวลาที่เรากำลังประเมินและช่วยเหลือผู้ป่วย ฉันพยายามฝึกตัวเองให้เป็นเหมือนนักสืบที่กำลังตามหาเบาะแสเล็กๆ น้อยๆ ค่ะ ไม่ว่าจะเป็นสีผิวของผู้ป่วย การตอบสนองต่อสิ่งเร้า การแสดงออกทางสีหน้า แม้แต่กลิ่นบางอย่างในที่เกิดเหตุ สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นสัญญาณที่อาจจะบอกอะไรบางอย่างเกี่ยวกับสาเหตุของอาการเจ็บป่วยได้ เราต้องเปิดประสาทสัมผัสทุกส่วน เพื่อเก็บข้อมูลให้ได้มากที่สุด แล้วนำมาประกอบร่างกับความรู้ทางทฤษฎีที่เรามี ยิ่งเรามีข้อมูลที่แม่นยำและครบถ้วนมากเท่าไหร่ การตัดสินใจของเราก็จะยิ่งเฉียบคมและถูกต้องมากขึ้นเท่านั้น ซึ่งแน่นอนว่าส่งผลดีต่อผลลัพธ์การรักษาผู้ป่วยอย่างแน่นอนค่ะ

ฝึกคิดอย่างมีเหตุผลภายใต้ความกดดัน

การทำงานในสถานการณ์ฉุกเฉินนั้นเต็มไปด้วยความกดดันสูงมากค่ะ เวลาแต่ละวินาทีมีค่าต่อชีวิต และการตัดสินใจผิดพลาดเพียงครั้งเดียวก็อาจหมายถึงความแตกต่างระหว่างความเป็นกับความตายได้เลย ฉันจำได้ว่าช่วงแรกๆ หัวใจเต้นแรง มือสั่นไปหมด แต่เมื่อเวลาผ่านไปและได้เจอเคสที่หลากหลายขึ้น สิ่งที่ช่วยฉันได้มากที่สุดคือการฝึกคิดอย่างเป็นระบบภายใต้ความกดดันค่ะ พยายามตั้งคำถามกับตัวเองเสมอว่า “ถ้าเป็นแบบนี้ เราจะทำอะไรต่อไป?” “อะไรคือสิ่งที่แย่ที่สุดที่จะเกิดขึ้นได้ และเรามีแผนรองรับอย่างไร?” การมีกรอบความคิดที่ชัดเจนแบบนี้ จะช่วยให้เราไม่หลงทางไปกับความตื่นตระหนก และสามารถดึงเอาความรู้ทางทฤษฎีมาปรับใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ลองฝึกคิดแบบนี้ในสถานการณ์จำลองบ่อยๆ นะคะ แล้วคุณจะเห็นผลลัพธ์ที่น่าทึ่งในสถานการณ์จริงอย่างแน่นอน

เครื่องมือคู่ใจ EMT: การประเมินที่แม่นยำคือหัวใจสำคัญ

ในฐานะ EMT เรามีเครื่องมือมากมายที่ติดตัวไปในทุกๆ ภารกิจ ตั้งแต่เครื่องมือทางการแพทย์ไปจนถึงชุดความรู้และเทคนิคต่างๆ ที่ได้รับการฝึกฝนมา แต่สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันและเป็นหัวใจหลักในการตัดสินใจคือ “การประเมิน” ค่ะ การประเมินที่แม่นยำและรวดเร็วช่วยให้เราสามารถวินิจฉัยเบื้องต้นและวางแผนการรักษาที่เหมาะสมที่สุดให้กับผู้ป่วยได้ทันทีที่ไปถึงหน้างาน ฉันเองก็เคยเจอเหตุการณ์ที่ความผิดพลาดในการประเมินเพียงเล็กน้อย ทำให้การช่วยเหลือล่าช้าออกไป ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้ป่วยเลยค่ะ นั่นทำให้ฉันตระหนักเสมอว่าทุกๆ ครั้งที่ออกปฏิบัติหน้าที่ เราต้องมีสติและใช้ทักษะการประเมินที่เราเรียนมาอย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะเป็นการใช้หลักการ ABCDE, SAMPLE, OPQRST หรือการประเมิน Glasgow Coma Scale (GCS) สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่แค่ตัวอักษรหรือตัวเลขในตำรา แต่คือเครื่องมือจริงที่เราใช้เพื่อ ‘อ่าน’ อาการของผู้ป่วยให้เข้าใจลึกซึ้งที่สุด การฝึกฝนการใช้เครื่องมือประเมินเหล่านี้จนเป็นธรรมชาติ จะช่วยให้เราทำงานได้อย่างมั่นใจและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นค่ะ

การเลือกใช้เครื่องมือให้ถูกสถานการณ์

มีเครื่องมือประเมินมากมายที่เราเรียนรู้มา ซึ่งแต่ละอย่างก็มีจุดประสงค์และสถานการณ์ที่เหมาะสมแตกต่างกันไปค่ะ การรู้ว่าเมื่อไหร่ควรใช้อะไรคือสิ่งสำคัญที่ต้องอาศัยประสบการณ์และการฝึกฝนอย่างหนักหน่วง ฉันเคยมีเพื่อน EMT ที่ยังใหม่กับงาน เขาพยายามใช้ GCS กับผู้ป่วยที่บาดเจ็บเล็กน้อยซึ่งไม่จำเป็นต้องใช้ ทำให้เสียเวลาโดยใช่เหตุ สิ่งเหล่านี้สอนให้ฉันรู้ว่าเราต้องมีความเข้าใจอย่างถ่องแท้ว่าเครื่องมือแต่ละชนิดถูกสร้างขึ้นมาเพื่ออะไร และจะให้ข้อมูลอะไรกับเรา เพื่อที่เราจะได้ไม่เสียเวลาอันมีค่าในการเลือกใช้เครื่องมือที่ไม่จำเป็น แต่กลับไปเน้นการประเมินที่ตรงจุด เพื่อให้ได้ข้อมูลที่สำคัญที่สุดและนำไปสู่การช่วยเหลือที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพสูงสุดต่อผู้ป่วย

การเรียนรู้จากข้อผิดพลาดในการประเมิน

ไม่มีใครสมบูรณ์แบบค่ะ ทุกคนต่างก็เคยทำผิดพลาดกันได้ โดยเฉพาะในงานที่ต้องตัดสินใจภายใต้ความกดดันสูงอย่างงาน EMT สิ่งสำคัญคือเมื่อเราทำผิดพลาดในการประเมิน ไม่ว่าจะเล็กน้อยแค่ไหน เราต้องกล้าที่จะเรียนรู้จากมันค่ะ ฉันจำได้ว่าครั้งหนึ่งฉันประเมินอาการแพ้ยาของผู้ป่วยผิดพลาดเล็กน้อย ทำให้การให้ยาแก้แพ้ล่าช้าไปบ้าง โชคดีที่ผู้ป่วยปลอดภัยดี หลังจากนั้นฉันกลับมาทบทวนเคสนี้อย่างละเอียด ทำไมถึงพลาด? มีจุดไหนที่เรามองข้ามไป? และจะป้องกันไม่ให้เกิดซ้ำได้อย่างไร? การทบทวนและเรียนรู้จากข้อผิดพลาดเหล่านี้ ไม่ได้ทำให้เราดูไม่เก่ง แต่มันทำให้เราเติบโตและพัฒนาขึ้นเป็น EMT ที่มีประสบการณ์และเชี่ยวชาญมากยิ่งขึ้นค่ะ

ปัญหาที่พบบ่อยในการทำงาน ทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง การประยุกต์ใช้ในปฏิบัติจริง
การประเมินผู้ป่วยที่หมดสติหรือไม่ตอบสนอง หลักการ ABCDE, Glasgow Coma Scale (GCS) ใช้หลัก ABCDE เพื่อประเมินทางเดินหายใจ การหายใจ การไหลเวียนโลหิตอย่างรวดเร็ว ตามด้วยการประเมิน GCS เพื่อหาความรุนแรงของระดับความรู้สึกตัว และนำไปสู่การจัดการที่เหมาะสม
การจัดการผู้ป่วยที่มีอาการเจ็บหน้าอก ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน (ACS), EKG 12 Leads ประเมินอาการเจ็บหน้าอกด้วย OPQRST, สังเกตอาการร่วม, ทำ EKG 12 Leads ทันทีเพื่อแยกแยะภาวะ STEMI และประสานงานโรงพยาบาลเพื่อเตรียมพร้อมรับผู้ป่วย
การควบคุมการตกเลือดภายนอก หลักการห้ามเลือดโดยตรง (Direct Pressure), Tourniquet ใช้ผ้าสะอาดกดแผลโดยตรงด้วยแรงที่เพียงพอ หากเลือดไม่หยุด ให้พิจารณาใช้ Tourniquet เหนือแผลประมาณ 2-3 นิ้ว และบันทึกเวลาที่รัดไว้
การสื่อสารกับญาติผู้ป่วยที่ตื่นตระหนก ทักษะการสื่อสารเชิงบำบัด (Therapeutic Communication) ใช้ภาษากายที่เปิดเผย พูดด้วยน้ำเสียงที่สงบ ชัดเจน ให้ข้อมูลที่จำเป็นและเข้าใจง่าย หลีกเลี่ยงศัพท์เทคนิค แสดงความเห็นอกเห็นใจ และให้ความมั่นใจว่าจะดูแลผู้ป่วยอย่างเต็มที่
Advertisement

เมื่อตำราสอนไม่ได้ทุกอย่าง: การเรียนรู้จากหน้างานคือสิ่งล้ำค่า

พวกเราทุกคนเริ่มต้นจากการเป็นนักเรียน EMT ที่ตั้งใจเรียน อ่านตำราทุกเล่ม ท่องจำทุกขั้นตอนอย่างแม่นยำ แต่ฉันบอกเลยว่าโลกแห่งความเป็นจริงมันซับซ้อนกว่าในหนังสือเป็นร้อยเท่า! สถานการณ์หน้างานจริงมักจะมีปัจจัยที่ไม่คาดคิดเข้ามาเกี่ยวข้องเสมอ ไม่ว่าจะเป็นสภาพแวดล้อมที่ไม่เอื้ออำนวย ความขัดแย้งของผู้คนในที่เกิดเหตุ หรือแม้แต่ข้อจำกัดของอุปกรณ์ที่เรามีอยู่ ณ ตอนนั้น สิ่งเหล่านี้คือบทเรียนที่ไม่มีในตำราเล่มไหนสอนได้เลยค่ะ ฉันจำได้ว่าครั้งหนึ่งต้องไปช่วยผู้ป่วยที่ตกอยู่ในคลองเล็กๆ การจะนำอุปกรณ์ลงไปและลำเลียงผู้ป่วยขึ้นมาไม่ใช่เรื่องง่ายเลย แม้จะเรียนการช่วยชีวิตในน้ำมาบ้าง แต่สถานการณ์จริงนั้นแตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง เราต้องใช้ไหวพริบ ปรับตัว และคิดนอกกรอบ เพื่อให้ภารกิจสำเร็จลุล่วงและผู้ป่วยปลอดภัย การเรียนรู้จากประสบการณ์ตรงเหล่านี้แหละค่ะที่ทำให้เราเติบโตเป็น EMT ที่แข็งแกร่งและรอบด้านจริงๆ

การปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ที่ไม่คาดฝัน

สิ่งหนึ่งที่งาน EMT สอนฉันได้ดีที่สุดคือการเป็นคนที่ปรับตัวเก่งค่ะ เพราะในแต่ละวันเราไม่มีทางรู้เลยว่าจะเจอสถานการณ์แบบไหน บางวันก็เป็นเคสเล็กๆ น้อยๆ แต่บางวันก็เป็นเคสใหญ่ที่ต้องใช้ความสามารถทั้งหมดที่มี ฉันเคยเจอสถานการณ์ที่รถกู้ชีพเข้าไปไม่ถึงจุดเกิดเหตุเพราะถนนแคบมาก ทำให้ต้องแบกอุปกรณ์เดินเท้าเข้าไปไกลพอสมควร ซึ่งในตำราก็ไม่ได้บอกไว้ว่าต้องรับมือกับความท้าทายทางกายภาพแบบนี้อย่างไร สิ่งที่เราทำได้คือการตั้งสติ ใช้ความคิดสร้างสรรค์ และทำงานร่วมกับทีมอย่างมีประสิทธิภาพ การปรับตัวไม่ใช่แค่การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่เป็นการพัฒนาความคิดและทักษะในการรับมือกับสิ่งที่ไม่เป็นไปตามแผน ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในสายงานของเราค่ะ

การเรียนรู้ผ่านการสะท้อนตนเองและทีม

หลังจากจบบริการในแต่ละเคส ฉันและทีมมักจะใช้เวลาสั้นๆ ในการพูดคุยและสะท้อนสิ่งที่เกิดขึ้นค่ะ ไม่ว่าจะเป็นเคสที่ประสบความสำเร็จหรือเคสที่มีความท้าทาย การพูดคุยกันจะช่วยให้เราเห็นมุมมองที่แตกต่าง ได้เรียนรู้จากกันและกัน และหาจุดที่สามารถพัฒนาให้ดีขึ้นได้เสมอ บางครั้งฉันก็คิดว่าตัวเองทำดีที่สุดแล้ว แต่พอเพื่อนร่วมงานให้ข้อเสนอแนะ ก็ทำให้เห็นในมุมที่เรามองข้ามไปได้ สิ่งเหล่านี้คือกระบวนการเรียนรู้ที่ไม่เคยหยุดนิ่งค่ะ การได้ยินความคิดเห็นจากคนที่มีประสบการณ์มากกว่า หรือแม้แต่จากคนที่ใหม่กว่า ก็ล้วนเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาทักษะของเราทั้งสิ้น การสร้างวัฒนธรรมของการเรียนรู้และพัฒนาอย่างต่อเนื่องในทีมคือสิ่งสำคัญที่จะทำให้พวกเราทุกคนเป็น EMT ที่ดีขึ้นในทุกๆ วัน

การจัดการอารมณ์และสภาวะกดดัน: หัวใจที่ไม่สั่นคลอน

งาน EMT เป็นงานที่ต้องเผชิญกับสถานการณ์วิกฤติและความกดดันสูงอยู่เสมอค่ะ เราต้องพบเห็นความเจ็บปวด ความสูญเสีย และความสิ้นหวังของผู้คนอยู่เป็นประจำ ซึ่งแน่นอนว่าสิ่งเหล่านี้ส่งผลกระทบต่อจิตใจของเราได้ไม่น้อยเลยทีเดียว ฉันจำได้ว่าครั้งหนึ่งฉันต้องช่วยเหลือเด็กน้อยที่ประสบอุบัติเหตุสาหัส แม้จะพยายามอย่างเต็มที่แล้ว แต่ก็ไม่สามารถช่วยชีวิตเขาไว้ได้ หลังจากนั้นฉันรู้สึกเศร้าและผิดหวังมาก จนเกือบจะท้อแท้กับอาชีพนี้ไปเลยค่ะ แต่โชคดีที่มีเพื่อนร่วมงานและหัวหน้าคอยให้กำลังใจและรับฟัง ทำให้ฉันได้เรียนรู้ว่าการจัดการอารมณ์และสภาวะกดดันเป็นสิ่งสำคัญที่เราต้องฝึกฝนไม่แพ้ทักษะทางการแพทย์เลย การที่เรามีจิตใจที่เข้มแข็งและสงบ จะช่วยให้เราสามารถตัดสินใจได้อย่างมีประสิทธิภาพและช่วยเหลือผู้ป่วยได้อย่างเต็มศักยภาพ ไม่ใช่แค่เพื่อผู้ป่วย แต่เพื่อตัวเราเองด้วยนะคะ

เทคนิคการควบคุมอารมณ์หน้างาน

ในสถานการณ์ฉุกเฉินที่ตึงเครียด อารมณ์ของเรามักจะถูกกระตุ้นได้ง่ายค่ะ ทั้งความกังวล ความกลัว หรือแม้แต่ความโกรธเมื่อเจออุปสรรค ฉันมีเทคนิคเล็กๆ น้อยๆ ที่ช่วยให้ฉันควบคุมอารมณ์ได้ดีขึ้นเวลาอยู่หน้างาน นั่นคือการหายใจเข้าลึกๆ ช้าๆ สัก 2-3 ครั้ง ก่อนที่จะลงมือทำอะไร หรือก่อนที่จะตอบโต้กับสถานการณ์ที่ทำให้รู้สึกไม่สบายใจ การทำแบบนี้ช่วยให้ฉันมีสติกลับมาอยู่กับปัจจุบัน และสามารถคิดวิเคราะห์ได้อย่างใจเย็นมากขึ้น บางครั้งการมีสมาธิอยู่กับการทำตามขั้นตอนที่เราฝึกฝนมาอย่างแม่นยำ ก็ช่วยให้เราหลุดพ้นจากอารมณ์ที่รบกวนได้เช่นกัน ลองนำไปปรับใช้ดูนะคะ มันอาจจะช่วยให้คุณทำงานภายใต้ความกดดันได้ดีขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ

การเยียวยาจิตใจหลังจบบริการ

หลังจากจบบริการในเคสที่หนักหน่วง สิ่งสำคัญไม่แพ้กันคือการดูแลสภาพจิตใจของเราเองค่ะ เราไม่ควรกดเก็บความรู้สึกต่างๆ ไว้คนเดียว เพราะมันอาจจะส่งผลเสียในระยะยาวได้ ฉันเองก็มีวิธีการส่วนตัวในการเยียวยาจิตใจ เช่น การพูดคุยกับเพื่อนร่วมงานที่เข้าใจสถานการณ์ การหากิจกรรมที่ชอบทำเพื่อผ่อนคลาย หรือแม้แต่การใช้เวลากับครอบครัวและคนที่เรารัก การยอมรับว่าเราเป็นมนุษย์คนหนึ่งที่มีความรู้สึก และต้องการการเยียวยา เป็นสิ่งที่ไม่ใช่เรื่องน่าอายเลยค่ะ การดูแลสุขภาพจิตที่ดีจะช่วยให้เราสามารถกลับมาทำงานได้อย่างมีพลังและมีประสิทธิภาพในวันต่อๆ ไป และสามารถเผชิญกับความท้าทายใหม่ๆ ได้อย่างเต็มที่ค่ะ

Advertisement

การสื่อสารคือชีวิต: ประสานงานเพื่อผลลัพธ์ที่ดีที่สุด

ในงานของ EMT นั้น การสื่อสารไม่ได้เป็นแค่การพูดคุยธรรมดา แต่เป็นการส่งต่อข้อมูลสำคัญที่เกี่ยวข้องกับความเป็นความตายของผู้ป่วยค่ะ ฉันมักจะบอกเพื่อนร่วมงานเสมอว่า “การสื่อสารที่ดีคือครึ่งหนึ่งของความสำเร็จในภารกิจ” เพราะไม่ว่าเราจะเก่งกาจในเรื่องทักษะทางการแพทย์แค่ไหน แต่หากสื่อสารข้อมูลไม่ชัดเจน ไม่ครบถ้วน หรือเกิดความเข้าใจผิดพลาดขึ้นมา ก็อาจส่งผลร้ายแรงต่อผู้ป่วยได้เลย ฉันเคยเจอเคสที่การประสานงานกับโรงพยาบาลไม่ราบรื่น เพราะข้อมูลที่ให้ไปไม่ละเอียดพอ ทำให้ทีมแพทย์ที่ปลายทางเตรียมตัวไม่ทันท่วงที โชคดีที่แก้ไขสถานการณ์ได้ แต่ก็ทำให้ฉันตระหนักถึงความสำคัญของการสื่อสารที่แม่นยำและมีประสิทธิภาพมากๆ ตั้งแต่นั้นมาฉันจะพยายามสื่อสารให้ชัดเจน กระชับ และตรวจสอบความเข้าใจของคู่สนทนาเสมอ ไม่ว่าจะเป็นการสื่อสารกับผู้ป่วย ญาติผู้ป่วย เพื่อนร่วมทีม หรือแม้แต่เจ้าหน้าที่ในโรงพยาบาล ทุกคำพูดมีความหมายและมีผลต่อการช่วยเหลือชีวิตค่ะ

สื่อสารกับผู้ป่วยและญาติอย่างเข้าใจ

การสื่อสารกับผู้ป่วยและญาติเป็นสิ่งที่มีความละเอียดอ่อนมากค่ะ เพราะในสถานการณ์ฉุกเฉิน พวกเขามักจะอยู่ในภาวะตื่นตระหนกและหวาดกลัว ฉันพยายามใช้ภาษาที่เข้าใจง่าย หลีกเลี่ยงศัพท์ทางการแพทย์ที่ซับซ้อน และที่สำคัญคือต้องแสดงออกถึงความเข้าใจและความเห็นอกเห็นใจค่ะ การที่เราแสดงให้เห็นว่าเราใส่ใจและพร้อมที่จะช่วยเหลือจริงๆ จะช่วยสร้างความไว้วางใจและทำให้พวกเขารู้สึกปลอดภัยมากขึ้น ฉันจำได้ว่ามีผู้ป่วยสูงอายุท่านหนึ่งที่กลัวการขึ้นรถพยาบาลมาก ฉันใช้เวลาพูดคุยอธิบายให้ท่านเข้าใจถึงความจำเป็นและจะดูแลท่านอย่างดีที่สุด ซึ่งสุดท้ายท่านก็ยอมไปโรงพยาบาลด้วยความสบายใจมากขึ้น สิ่งเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้แหละค่ะ ที่สร้างความแตกต่างได้อย่างมหาศาล

การประสานงานภายในทีมและกับหน่วยงานภายนอก

งาน EMT ไม่ใช่การทำงานคนเดียวค่ะ แต่เป็นการทำงานเป็นทีมที่มีประสิทธิภาพสูง เราต้องประสานงานกับเพื่อนร่วมทีมอย่างใกล้ชิด เพื่อให้แต่ละคนรู้บทบาทหน้าที่ของตัวเองและสามารถทำงานร่วมกันได้อย่างราบรื่น นอกจากนี้ การสื่อสารกับหน่วยงานภายนอก เช่น โรงพยาบาล เจ้าหน้าที่ตำรวจ หรือหน่วยกู้ภัยอื่นๆ ก็สำคัญไม่แพ้กัน การแลกเปลี่ยนข้อมูลที่ถูกต้องและครบถ้วนตั้งแต่ต้น จะช่วยให้การช่วยเหลือเป็นไปอย่างรวดเร็วและเป็นระบบ ลดความสับสนและเพิ่มโอกาสในการรอดชีวิตของผู้ป่วยได้มาก ฉันมักจะใช้หลักการ SBAR ในการสื่อสารข้อมูลสำคัญกับโรงพยาบาล ซึ่งช่วยให้การส่งต่อข้อมูลเป็นไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ ทำให้แพทย์ปลายทางเข้าใจสถานการณ์ของผู้ป่วยได้ทันทีที่รับสาย

สร้างเครือข่ายความรู้: เพื่อนร่วมงานคือห้องสมุดเคลื่อนที่ของเรา

ในโลกของการแพทย์ฉุกเฉินที่มีการพัฒนาเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ การเรียนรู้ไม่มีที่สิ้นสุดค่ะ และแหล่งความรู้ที่มีค่าที่สุดอย่างหนึ่งที่เรามักจะมองข้ามไปก็คือ ‘เพื่อนร่วมงาน’ ของเรานั่นเอง ฉันมองว่าเพื่อนร่วมงานแต่ละคนคือห้องสมุดเคลื่อนที่ ที่เต็มไปด้วยประสบการณ์ ความรู้ และมุมมองที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งเป็นสิ่งที่เราสามารถเรียนรู้และหยิบยืมมาพัฒนาตัวเองได้เสมอ ฉันเองก็เป็นคนหนึ่งที่ชอบพูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับเพื่อนๆ ค่ะ ไม่ว่าจะเป็นเคสที่น่าสนใจ เทคนิคใหม่ๆ หรือแม้แต่ปัญหาที่เรากำลังเผชิญอยู่ การได้ฟังเรื่องราวจากคนอื่น ทำให้ฉันได้เห็นแนวทางการแก้ปัญหาที่หลากหลาย และได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลา มันเป็นความรู้สึกที่ดีมากนะคะ ที่ได้ทำงานในสภาพแวดล้อมที่ทุกคนพร้อมจะสนับสนุนและแบ่งปันความรู้ซึ่งกันและกัน เพราะในท้ายที่สุดแล้ว เป้าหมายของเราทุกคนก็คือการเป็น EMT ที่ดีขึ้นและสามารถช่วยเหลือผู้คนได้อย่างเต็มศักยภาพนั่นเองค่ะ

응급구조사 실무와 이론 연결 관련 이미지 2

การเรียนรู้จากประสบการณ์ของผู้อื่น

ในแต่ละวันเพื่อนร่วมงานของเราต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งแต่ละเคสก็ล้วนเป็นบทเรียนที่มีค่า ฉันมักจะใช้เวลาช่วงพักหรือหลังจบบริการในการพูดคุยกับเพื่อนๆ ว่าวันนี้เจออะไรมาบ้าง มีเคสไหนที่น่าสนใจ หรือมีปัญหาอะไรที่ต้องใช้ไหวพริบในการแก้ไข การได้ฟังเรื่องราวจากประสบการณ์ตรงของพวกเขา ทำให้ฉันได้เรียนรู้กลยุทธ์และเทคนิคต่างๆ ที่อาจจะไม่ได้มีสอนในตำราเรียน และได้เตรียมพร้อมตัวเองสำหรับสถานการณ์ที่คล้ายคลึงกันในอนาคต บางครั้งการได้ฟังเรื่องราวที่เพื่อนๆ เล่า ก็ทำให้ฉันได้ข้อคิดและแรงบันดาลใจในการทำงานต่อ มันเหมือนกับว่าเราได้เพิ่มพูนคลังความรู้และประสบการณ์ของตัวเองไปพร้อมๆ กัน โดยไม่ต้องออกไปเผชิญหน้ากับความเสี่ยงเหล่านั้นด้วยตัวเองเลย

การเป็นผู้แบ่งปันและผู้รับ

การสร้างเครือข่ายความรู้ที่ดีนั้น ไม่ใช่แค่การเป็นผู้รับอย่างเดียวค่ะ แต่เราต้องเป็นผู้ให้ด้วยเช่นกัน เมื่อเรามีโอกาสที่จะแบ่งปันประสบการณ์ ความรู้ หรือแม้แต่เทคนิคดีๆ ที่เรามี ก็ไม่ควรรีรอที่จะทำนะคะ เพราะการแบ่งปันไม่ใช่แค่การให้ แต่เป็นการสร้างโอกาสให้เราได้ทบทวนความรู้ของตัวเอง และอาจจะได้รับมุมมองใหม่ๆ จากผู้ที่ฟังด้วยซ้ำ ฉันเชื่อว่าเมื่อเราเปิดใจที่จะเป็นทั้งผู้แบ่งปันและผู้รับ เราจะสามารถสร้างชุมชน EMT ที่แข็งแกร่งและมีคุณภาพได้ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อทั้งตัวเราเอง เพื่อนร่วมงาน และที่สำคัญที่สุดคือต่อผู้ป่วยที่เราดูแลอยู่ทุกคนค่ะ การทำงานร่วมกันและเรียนรู้จากกันและกัน คือหัวใจสำคัญของการเติบโตในสายอาชีพนี้

Advertisement

ก้าวข้ามข้อจำกัด: การพัฒนาตัวเองอย่างไม่หยุดยั้ง

เส้นทางการเป็น EMT ไม่ใช่ปลายทาง แต่เป็นการเดินทางที่ไม่มีวันสิ้นสุดค่ะ โลกของการแพทย์ฉุกเฉินมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง มีความรู้ใหม่ๆ เทคนิคใหม่ๆ และอุปกรณ์ใหม่ๆ เกิดขึ้นอยู่เสมอ หากเราหยุดที่จะเรียนรู้และพัฒนาตัวเอง เราก็จะตามไม่ทันโลกและอาจจะไม่สามารถให้การช่วยเหลือผู้ป่วยได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ฉันเองก็รู้สึกตื่นเต้นกับสิ่งใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นเสมอค่ะ ไม่ว่าจะเป็นคอร์สฝึกอบรมเพิ่มเติม การเข้าร่วมสัมมนา หรือการศึกษาค้นคว้าด้วยตัวเองจากแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือ สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นโอกาสให้เราได้พัฒนาศักยภาพของตัวเองให้ก้าวหน้าไปอีกขั้น ฉันจำได้ว่าช่วงหนึ่งมีเทคนิคการทำ CPR แบบใหม่ที่ได้รับการแนะนำ ฉันก็รีบไปหาข้อมูลและฝึกฝนทันที เพราะรู้ว่าความรู้และทักษะที่อัปเดตจะช่วยเพิ่มโอกาสในการรอดชีวิตของผู้ป่วยได้มาก มันเป็นความรับผิดชอบของเราในฐานะ EMT ที่จะต้องไม่หยุดนิ่ง และมุ่งมั่นที่จะเป็นเวอร์ชันที่ดีที่สุดของตัวเองในทุกๆ วัน

การแสวงหาความรู้เพิ่มเติมอยู่เสมอ

นอกจากการเรียนรู้จากประสบการณ์หน้างานและเพื่อนร่วมงานแล้ว การแสวงหาความรู้เพิ่มเติมด้วยตัวเองก็เป็นสิ่งสำคัญที่ไม่ควรมองข้ามค่ะ โลกสมัยนี้มีแหล่งความรู้มากมาย ทั้งบทความทางการแพทย์ วารสารวิชาการ เว็บไซต์ที่น่าเชื่อถือ หรือแม้แต่วิดีโอสอนการแพทย์ฉุกเฉินบนแพลตฟอร์มต่างๆ ฉันมักจะจัดสรรเวลาส่วนตัวเพื่ออ่านและศึกษาเรื่องราวใหม่ๆ ที่เกี่ยวกับงาน EMT อยู่เสมอ บางครั้งก็เป็นการทบทวนความรู้เดิมที่อาจจะลืมไปบ้างแล้ว บางครั้งก็เป็นการเรียนรู้สิ่งใหม่ที่ไม่เคยรู้มาก่อน การที่เราเป็นคนใฝ่รู้และเปิดกว้างต่อการเรียนรู้ จะช่วยให้เรามีข้อมูลและทักษะที่พร้อมรับมือกับทุกสถานการณ์ และสามารถเป็นที่พึ่งให้กับผู้ป่วยได้อย่างแท้จริง

การประเมินและพัฒนาทักษะตนเอง

การพัฒนาตัวเองไม่ได้หมายถึงแค่การเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ เท่านั้นนะคะ แต่ยังรวมถึงการประเมินและทบทวนทักษะที่เรามีอยู่ด้วยค่ะ เราควรจะถามตัวเองอยู่เสมอว่า “มีจุดไหนที่เรายังไม่เชี่ยวชาญพอ?” “มีทักษะไหนที่เราอยากพัฒนาให้ดียิ่งขึ้น?” หรือ “มีอะไรที่เราสามารถทำได้ดีกว่านี้?” ฉันมักจะลองฝึกฝนทักษะต่างๆ ที่จำเป็นอย่างสม่ำเสมอ เช่น การใส่ท่อช่วยหายใจ การทำ CPR หรือการใช้เครื่องกระตุกหัวใจไฟฟ้าอัตโนมัติ (AED) เพื่อให้มั่นใจว่าเมื่อถึงเวลาที่ต้องใช้ เราจะสามารถทำได้อย่างแม่นยำและรวดเร็ว การพัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่องคือการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุดในอาชีพ EMT ของเราค่ะ เพราะมันไม่ได้ส่งผลดีแค่กับตัวเราเอง แต่ยังส่งผลดีต่อชีวิตของผู้ป่วยที่เราดูแลอีกด้วย

글을마치며

เป็นยังไงกันบ้างคะทุกคนกับเรื่องราวการเชื่อมโยงทฤษฎีกับการปฏิบัติจริงที่ฉันนำมาฝากกันวันนี้? ฉันเชื่อว่าหลายๆ คนที่กำลังอ่านอยู่น่าจะพยักหน้าหงึกๆ เห็นด้วยกับทุกเรื่องที่ฉันเล่ามาเลยใช่ไหมล่ะคะ เพราะฉันเองก็เคยผ่านจุดนั้นมาก่อนค่ะ การเป็น EMT ไม่ใช่แค่การท่องจำตำราให้ขึ้นใจ แต่มันคือการนำความรู้เหล่านั้นมาปรับใช้กับสถานการณ์จริงที่พลิกผันอยู่เสมอ และที่สำคัญที่สุดคือการไม่หยุดที่จะเรียนรู้ พัฒนาตัวเอง และดูแลหัวใจของเราให้แข็งแกร่งอยู่เสมอ เพื่อที่เราจะสามารถเป็นที่พึ่งให้กับทุกคนในยามฉุกเฉินได้อย่างเต็มภาคภูมิ

Advertisement

알아두면 쓸모 있는 정보

1. ฝึกฝนทักษะเฉพาะทางอย่างต่อเนื่อง: การทำงานในไทยมีเคสหลากหลายมาก ทั้งอุบัติเหตุบนท้องถนน การเจ็บป่วยฉุกเฉิน หรือแม้แต่เคสเกี่ยวกับสัตว์ป่า การฝึกฝนทักษะการประเมินและการใช้เครื่องมือต่างๆ ให้เชี่ยวชาญจะช่วยให้เราพร้อมรับมือได้ทุกสถานการณ์เลยค่ะ

2. สร้างเครือข่ายกับทีมอาสากู้ภัยท้องถิ่น: ในหลายพื้นที่ของประเทศไทย ทีมอาสากู้ภัยมีบทบาทสำคัญมากๆ ในการเข้าถึงผู้ป่วยเป็นกลุ่มแรก การสร้างความสัมพันธ์ที่ดีและแลกเปลี่ยนความรู้กับพวกเขา จะช่วยให้การทำงานร่วมกันราบรื่นและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นค่ะ

3. เรียนรู้ภาษาถิ่นเพิ่มเติม: แม้ภาษาไทยกลางจะใช้ได้ทั่วประเทศ แต่ในบางภูมิภาค เช่น ภาคเหนือ ภาคอีสาน หรือภาคใต้ การที่เราสื่อสารภาษาถิ่นได้บ้าง จะช่วยให้เราเข้าถึงและสร้างความไว้วางใจกับผู้ป่วยและญาติได้ดียิ่งขึ้นไปอีกนะ

4. ศึกษาโปรโตคอลและแนวทางการรักษาในประเทศไทย: ระบบ EMS ของไทยมีลักษณะเฉพาะตัว การทำความเข้าใจแนวทางปฏิบัติของสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (NIEM) และโปรโตคอลของโรงพยาบาลในพื้นที่ที่เราทำงาน จะช่วยให้เราปฏิบัติงานได้อย่างถูกต้องและปลอดภัยค่ะ

5. ไม่ละเลยการดูแลสุขภาพจิตของตัวเอง: งาน EMT เป็นงานที่ต้องแบกรับความกดดันสูง บางครั้งเราอาจรู้สึกเหนื่อยล้าหรือมีภาวะ Burnout ได้ อย่าลืมหาเวลาพักผ่อน ทำกิจกรรมที่ชอบ หรือปรึกษาเพื่อนร่วมงานและผู้เชี่ยวชาญเมื่อรู้สึกไม่ไหว เพราะสุขภาพใจของเราก็สำคัญไม่แพ้สุขภาพกายเลยนะคะ

중요 사항 정리

สรุปแล้วเส้นทางของ EMT เป็นการเดินทางที่ไม่มีวันสิ้นสุดจริงๆ ค่ะ เราทุกคนต่างก็เติบโตและเรียนรู้ไปพร้อมๆ กัน การนำทฤษฎีมาปรับใช้กับสถานการณ์จริง การประเมินที่แม่นยำ การเรียนรู้จากประสบการณ์ การจัดการอารมณ์ การสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ การสร้างเครือข่ายความรู้ และการพัฒนาตัวเองอย่างไม่หยุดยั้ง ล้วนเป็นหัวใจสำคัญที่จะทำให้เราเป็น EMT ที่เก่งขึ้น แกร่งขึ้น และสามารถช่วยเหลือชีวิตผู้คนได้อย่างเต็มภาคภูมิ ฉันขอเป็นกำลังใจให้เพื่อนร่วมอาชีพ EMT ทุกคนเดินหน้าต่อไปด้วยหัวใจที่เปี่ยมด้วยพลังและความมุ่งมั่นนะคะ สู้ๆ ค่ะ!

คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 📖

ถาม: เวลาที่เราเรียนทฤษฎีในห้องเรียนก็เข้าใจแจ่มแจ้งเลยค่ะ แต่พอออกสนามจริง เจอสถานการณ์ที่ไม่คาดฝัน มันรู้สึกเหมือนทฤษฎีที่ท่องมาทั้งหมดปลิวหายไปหมดเลย จะทำยังไงให้เชื่อมโยงกันได้ดีขึ้นคะ?

ตอบ: โอ้โห! เข้าใจเลยค่ะว่าความรู้สึกแบบนี้มันเป็นยังไง เพราะฉันเองก็เคยเจอมาแล้ว! จำได้ว่าตอนเรียน เราก็พยักหน้าหงึกๆ ว่าเข้าใจดี แต่พอไปเจอเคสจริงที่หน้างาน มีทั้งเสียงโวยวาย กลิ่น เลือด และความกดดันจากญาติคนไข้ ทุกอย่างมันถาโถมเข้ามาจนบางทีสมองเราก็ประมวลผลไม่ทันจริงๆ ค่ะเคล็ดลับจากประสบการณ์ตรงของฉันเลยนะคะ คือเราต้อง “ลงมือทำซ้ำๆ” ค่ะ ทฤษฎีน่ะสำคัญมาก เป็นรากฐานเลย แต่การจะให้มันติดตัวและออกมาใช้ได้อัตโนมัติในสถานการณ์จริง เราต้องอาศัยการฝึกปฏิบัติ (Practical Training) ที่เข้มข้นมากๆ เลยค่ะ ไม่ว่าจะเป็นการฝึกจำลองสถานการณ์ หรือ Simulation Training ที่ตอนนี้หลายๆ ที่ก็เริ่มมีให้ฝึกกันมากขึ้น หรือการฝึกภาคสนาม (Field Training) อย่างจริงจังภายใต้การดูแลของพี่เลี้ยง (Mentor) หรือแพทย์ พยาบาลที่เชี่ยวชาญตอนแรกๆ เราอาจจะรู้สึกเก้ๆ กังๆ ค่ะ ทำพลาดบ้างก็ไม่เป็นไรเลยนะ เป็นเรื่องธรรมดามากๆ ขอแค่เราเรียนรู้จากความผิดพลาดนั้น ถามเยอะๆ คอยทบทวนเคสที่เราไปเจอมาว่า ถ้าเจอแบบนี้อีก เราจะทำอะไรได้ดีกว่าเดิมบ้าง ลองนึกภาพตามเวลาอ่านตำรา แล้วลองสมมติเหตุการณ์จริงดูค่ะ “ถ้าคนไข้มีอาการแบบนี้ เราจะประเมินยังไง แล้วจะใช้อุปกรณ์ชิ้นไหนก่อน” การฝึกคิดแบบนี้บ่อยๆ จะช่วยให้สมองเราเชื่อมโยงข้อมูลจากตำรากับภาพสถานการณ์จริงได้ดีขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อเลยค่ะ อย่าท้อนะคะทุกคน!
มันต้องใช้เวลา แต่รับรองว่าคุ้มค่าแน่นอน

ถาม: การทำงานเป็น EMT ในประเทศไทย มีความท้าทายอะไรบ้างที่แตกต่างจากที่เราเคยเรียนมาในตำรา หรือต่างจากที่คิดไว้ตอนแรกไหมคะ แล้วเราจะรับมือกับสิ่งที่ไม่คาดฝันพวกนั้นได้อย่างไร?

ตอบ: คำถามนี้โดนใจสุดๆ เลยค่ะ! เพราะตอนเรียนในตำรา เราก็จะได้เห็นเคสที่ค่อนข้างเป็นระบบ มีขั้นตอนชัดเจน แต่ชีวิตจริงมันไม่ได้เป็นอย่างนั้นเสมอไปค่ะ จากประสบการณ์ตรงของฉันเลยนะคะ ความท้าทายหลักๆ ที่ทฤษฎีอาจจะไม่ได้ลงลึกมากก็คือเรื่อง “การสื่อสาร” ค่ะบางทีคนไข้สื่อสารไม่ได้ หรือญาติคนไข้ตื่นตระหนกจนให้ข้อมูลผิดๆ ถูกๆ บางสถานการณ์เราต้องเจอกับสภาพแวดล้อมที่ไม่เอื้ออำนวย ทั้งมืด ฝนตก หรือพื้นที่คับแคบ ไหนจะเรื่องการประสานงานกับหน่วยงานอื่นๆ ที่บางครั้งก็อาจจะมีปัญหาติดขัดได้อีกสิ่งที่ฉันเรียนรู้และอยากแนะนำมากๆ เลยคือ เราต้องฝึก “การตัดสินใจภายใต้ความกดดัน” (Decision-making under pressure) ค่ะ ทฤษฎีให้หลักการเรามา แต่การจะเลือกใช้หลักการไหนในวินาทีเร่งด่วนนั้น ต้องอาศัยประสบการณ์และการฝึกฝนจริงๆ ค่ะ อีกอย่างคือ “การทำงานเป็นทีม” ค่ะ EMT ไม่ได้ทำงานคนเดียว เรามีทีม มีศูนย์สั่งการ มีโรงพยาบาลที่คอยสนับสนุน การสื่อสารที่ชัดเจน กระชับ และความเชื่อใจในทีมสำคัญที่สุดเลยค่ะและที่สำคัญไม่แพ้กันเลยคือเรื่อง “ความเห็นอกเห็นใจ” (Empathy) ค่ะ แม้เราจะต้องรีบ ต้องทำตามขั้นตอน แต่การรับฟังความรู้สึกของคนไข้และญาติ การให้กำลังใจเล็กๆ น้อยๆ ก็ช่วยให้สถานการณ์ผ่อนคลายลงได้มากเลยนะคะ สิ่งเหล่านี้มันเป็นเหมือน “ศิลปะ” ที่เราต้องค่อยๆ เรียนรู้และปรับใช้ไปเรื่อยๆ ไม่มีในตำราเป๊ะๆ หรอกค่ะ แต่รับรองว่ามันจะทำให้เราเป็น EMT ที่เก่งและเป็นที่พึ่งของทุกคนได้แน่นอน

ถาม: ในฐานะ EMT มือใหม่ หลายครั้งที่ออกไปเจอเคสต่างๆ แล้วรู้สึกประหม่า ไม่มั่นใจเลยค่ะ กลัวว่าจะทำอะไรผิดพลาดไปหมด แล้วจะสร้างความมั่นใจและความเชี่ยวชาญให้ตัวเองได้เร็วขึ้นได้อย่างไรคะ?

ตอบ: เข้าใจความรู้สึกนี้เลยค่ะ! ตอนฉันเป็น EMT ใหม่ๆ ก็เคยรู้สึกแบบนี้แหละค่ะ มันเป็นความกดดันที่ยิ่งใหญ่มากๆ เพราะงานเรามันเกี่ยวกับความเป็นความตายของคน แต่จะบอกว่าความรู้สึกประหม่าเป็นเรื่องธรรมดาของคนที่เพิ่งเริ่มต้นนะคะ อย่าเพิ่งไปตัดสินตัวเองว่าไม่เก่งวิธีที่ช่วยให้ฉันสร้างความมั่นใจและพัฒนาตัวเองได้เร็วขึ้นคือ “การทบทวนหลังปฏิบัติงาน” (Debriefing) ค่ะ ทุกเคสที่เราออกไป ไม่ว่าจะเป็นเคสเล็กหรือเคสใหญ่ กลับมาแล้วให้ลองคุยกับพี่เลี้ยง หรือเพื่อนร่วมทีม เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นว่ามีอะไรที่เราทำได้ดีแล้วบ้าง และมีอะไรที่ควรปรับปรุงบ้าง การได้รับคำแนะนำจากคนที่มีประสบการณ์จะช่วยให้เราเห็นจุดที่ต้องพัฒนาได้ชัดเจนขึ้นมากๆ เลยค่ะนอกจากนี้ การเข้าร่วม “การอบรมเพิ่มเติม” หรือ Workshop ต่างๆ ก็ช่วยได้เยอะเลยนะคะ เพราะเทคโนโลยีและการแพทย์มันก้าวหน้าไปเรื่อยๆ การอัปเดตความรู้และทักษะใหม่ๆ จะทำให้เรารู้สึกมั่นใจมากขึ้นว่าเรามีความพร้อมที่จะดูแลคนไข้ได้ตามมาตรฐานล่าสุดที่สำคัญที่สุดคือ “การดูแลตัวเอง” ค่ะ!
งาน EMT เป็นงานที่ใช้ทั้งร่างกายและจิตใจเยอะมาก ถ้าเราพักผ่อนไม่พอ หรือเครียดสะสม มันก็ส่งผลต่อประสิทธิภาพในการทำงานและความมั่นใจของเราได้นะคะ ลองหาเวลาผ่อนคลาย ทำกิจกรรมที่ชอบ ชาร์จพลังให้ตัวเองบ้างค่ะ และจำไว้เสมอว่าทุกคนเริ่มต้นจากเป็นมือใหม่ทั้งนั้น ความมั่นใจและความเชี่ยวชาญจะค่อยๆ มาพร้อมกับประสบการณ์และความมุ่งมั่นของเราเองค่ะ ฉันเป็นกำลังใจให้ทุกคนเสมอนะคะ!
สู้ๆ ค่ะ!

📚 อ้างอิง

Advertisement