โปรแกรมปรึกษาสุขภาพจิตสำหรับทีมกู้ชีพควรมีความลับ เข้าถึงง่าย และเข้าใจความเครียดจากเหตุฉุกเฉิน บทความนี้ช่วยเปรียบเทียบรูปแบบบริการ ค่าใช้จ่ายที่ควรถาม และเกณฑ์เลือกให้เหมาะกับบุคลากรหรือหน่วยงาน
โปรแกรมปรึกษาสุขภาพจิตสำหรับทีมกู้ชีพควรเลือกจากความลับ การเข้าถึงนอกเวลางาน และระบบส่งต่อเมื่อมีความเสี่ยง ไม่ใช่ดูเพียงค่าใช้จ่ายของแพ็กเกจเท่านั้น
สำหรับองค์กร การเปรียบเทียบบริการ EAP การปรึกษารายบุคคล กลุ่มเพื่อนช่วยเพื่อน และเวิร์กช็อปจะช่วยเห็นว่ารูปแบบใดเหมาะกับจำนวนบุคลากรและลักษณะงานมากกว่า
เจ้าหน้าที่กู้ชีพอาจต้องพบเหตุรุนแรง การสูญเสีย และแรงกดดันด้านเวลา จึงมีโอกาสเกิดความเครียดสะสมได้
ผู้ปฏิบัติงานบางคนอาจต้องการพื้นที่ส่วนตัว ขณะที่หัวหน้าทีมอาจต้องการช่องทางดูแลคนหลายคนอย่างเป็นระบบ
ก่อนขอใบเสนอราคา ควรถามให้ชัดเรื่องค่าใช้จ่ายต่อคน ชั่วโมงปรึกษา เวลาตอบรับ และเงื่อนไขการเก็บข้อมูล
หากมีความเสี่ยงทำร้ายตนเองหรือผู้อื่น ควรติดต่อ 1669 หรือขอความช่วยเหลือเร่งด่วนในพื้นที่ทันที
สรุปอย่างรวดเร็ว
- เลือกบริการที่ปลอดภัยและเป็นส่วนตัว โดยตรวจนโยบายความลับ ข้อยกเว้น และแนวทางส่งต่อกรณีเสี่ยงก่อนเริ่มใช้
- เลือกรูปแบบให้ตรงกับปัญหา การปรึกษารายบุคคลเหมาะกับเรื่องส่วนตัว ส่วน EAP หรือสัญญาองค์กรอาจเหมาะกับการดูแลทีมอย่างต่อเนื่อง
- อย่าเทียบราคาอย่างเดียว ค่าใช้จ่ายโปรแกรมขึ้นกับจำนวนผู้ใช้ ชั่วโมงปรึกษา ช่องทางออนไลน์หรือออนไซต์ และรูปแบบรายงานสำหรับองค์กร
| รูปแบบบริการ | เหมาะกับใคร | จุดที่ควรเปรียบเทียบก่อนเลือก |
|---|---|---|
| ปรึกษารายบุคคล | ผู้ปฏิบัติงานที่ต้องการคุยเรื่องส่วนตัวอย่างเป็นความลับ | คุณวุฒิและใบอนุญาตของผู้ให้บริการ จำนวนครั้งที่ใช้ได้ ช่องทางนัดหมาย และขอบเขตความลับ |
| EAP สำหรับองค์กร | หน่วย EMS หรือองค์กรที่ต้องการสวัสดิการเข้าถึงได้สำหรับบุคลากรหลายคน | ค่าใช้จ่ายต่อคนหรือสัญญาเหมาจ่าย ชั่วโมงปรึกษา เวลาตอบรับ และรายงานที่ไม่เปิดเผยตัวตน |
| กลุ่มเพื่อนช่วยเพื่อน | ทีมที่ต้องการแรงสนับสนุนจากผู้ร่วมงานและช่องทางชวนเข้ารับความช่วยเหลือ | ขอบเขตบทบาท การอบรมผู้ประสานงาน วิธีรักษาข้อมูล และเกณฑ์ส่งต่อผู้เชี่ยวชาญ |
| เวิร์กช็อปหลังเหตุการณ์ | ทีมที่ต้องการพื้นที่ทบทวนการดูแลตนเองและการช่วยเหลือกันหลังเหตุการณ์หนัก | ความสมัครใจ รูปแบบกิจกรรม ความเป็นส่วนตัว และทางเลือกสำหรับผู้ที่ยังไม่พร้อมเล่าเรื่อง |
โปรแกรมดูแลใจสำหรับทีมกู้ชีพช่วยอะไรได้บ้าง
สรุปสั้น: เลือกบริการที่ปลอดภัย เข้าถึงได้ และไม่กระทบความเป็นส่วนตัว
งานกู้ชีพต้องรับมือกับเหตุฉุกเฉิน การสูญเสีย และการตัดสินใจภายใต้เวลาจำกัด โปรแกรมสนับสนุนสุขภาพจิตจึงอาจช่วยเปิดช่องทางให้บุคลากรได้พูดคุย ขอคำแนะนำ หรือเข้าถึงการช่วยเหลือในเวลาที่ต้องการได้ง่ายขึ้น
เกณฑ์สำคัญคือ ความลับ การเข้าถึง และ ระบบส่งต่อกรณีเสี่ยง ผู้ใช้ควรรู้ตั้งแต่ต้นว่าข้อมูลใดถูกเก็บไว้ ใครเข้าถึงได้ มีข้อยกเว้นของความลับเมื่อใด และหากต้องการความช่วยเหลือเร่งด่วนต้องติดต่อช่องทางไหน
สำหรับหน่วยงาน ไม่จำเป็นต้องเลือกบริการเดียวสำหรับทุกคน บางทีมอาจใช้ EAP เป็นช่องทางหลัก ควบคู่กับการสนับสนุนจากเพื่อนร่วมงาน และมีการปรึกษารายบุคคลสำหรับผู้ที่ต้องการความเป็นส่วนตัวมากขึ้น
เมื่อใดความเครียดจากงานควรได้รับการสนับสนุนเพิ่มเติม
ความเครียดหลังงานหนักอาจเกิดขึ้นได้ โดยเฉพาะเมื่อมีเหตุรุนแรงหรือแรงกดดันต่อเนื่อง สิ่งที่ควรพิจารณาไม่ใช่การตัดสินว่าใคร “เข้มแข็งพอ” แต่คือบุคคลนั้นต้องการพื้นที่พูดคุย การพัก หรือการประเมินจากผู้เชี่ยวชาญเพิ่มเติมหรือไม่
หากความเครียดเริ่มกระทบการใช้ชีวิต การทำงาน ความสัมพันธ์ หรือความรู้สึกปลอดภัยของตนเอง ควรพิจารณาช่องทางปรึกษากับผู้เชี่ยวชาญ การสนับสนุนจากเพื่อนร่วมงานมีประโยชน์ต่อการเข้าถึงความช่วยเหลือ แต่ ไม่ทดแทนการประเมินโดยผู้เชี่ยวชาญเมื่อมีอาการรุนแรง
เปรียบเทียบรูปแบบการปรึกษาและความคุ้มค่าที่ควรพิจารณา
ปรึกษารายบุคคล กลุ่มสนับสนุน EAP และเวิร์กช็อปต่างกันอย่างไร
การปรึกษารายบุคคล เน้นพื้นที่ส่วนตัว เหมาะกับผู้ที่ไม่สะดวกพูดในทีม หรือมีประเด็นที่ต้องการคุยอย่างเฉพาะเจาะจง ควรถามคุณวุฒิ ใบอนุญาต และประสบการณ์ของผู้ให้บริการ โดยเฉพาะประสบการณ์ที่เกี่ยวข้องกับงานฉุกเฉิน
EAP สำหรับองค์กร เป็นบริการสนับสนุนที่องค์กรจัดให้บุคลากร อาจมีการปรึกษา ช่องทางช่วยเหลือเร่งด่วน หรือกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพจิต จุดเด่นคือองค์กรวางระบบให้คนจำนวนมากเข้าถึงได้ แต่ต้องอ่านเงื่อนไขให้ชัดว่าข้อมูลส่วนบุคคลถูกแยกจากรายงานที่ส่งให้องค์กรอย่างไร
กลุ่มเพื่อนช่วยเพื่อน ช่วยลดความรู้สึกโดดเดี่ยว และอาจทำให้การขอความช่วยเหลือเป็นเรื่องง่ายขึ้น อย่างไรก็ตาม ผู้ประสานงานในกลุ่มไม่ควรถูกคาดหวังให้ทำหน้าที่แทนผู้เชี่ยวชาญ ควรมีเกณฑ์ชัดเจนว่าเมื่อใดต้องส่งต่อ
เวิร์กช็อปหลังเหตุการณ์ อาจใช้เพื่อทบทวนการดูแลตัวเอง การสื่อสารในทีม และทางเลือกในการขอความช่วยเหลือ ควรออกแบบให้เข้าร่วมโดยสมัครใจ ไม่กดดันให้ทุกคนต้องเล่ารายละเอียดของเหตุการณ์ในจังหวะเดียวกัน
ตารางเทียบค่าใช้จ่าย ข้อดี ข้อจำกัด และความเหมาะสมของแต่ละรูปแบบ
| รูปแบบ | ข้อดีที่ควรพิจารณา | ข้อจำกัดที่ควรถาม | แนวคิดเรื่องงบประมาณ |
|---|---|---|---|
| ปรึกษารายบุคคล | ความเป็นส่วนตัวและการพูดคุยที่เฉพาะกับบุคคล | เวลานัดหมาย จำนวนชั่วโมง และความต่อเนื่องของผู้ให้บริการ | อาจคิดตามรายครั้งหรือชั่วโมงปรึกษา |
| EAP องค์กร | จัดระบบเข้าถึงสำหรับพนักงานหลายคนได้ | ขอบเขตบริการ จำนวนผู้ใช้ที่ครอบคลุม และรูปแบบรายงานผล | อาจคิดรายคน รายเดือน หรือสัญญาองค์กรแบบเหมาจ่าย |
| กลุ่มเพื่อนช่วยเพื่อน | สนับสนุนกันในบริบทงานที่เข้าใจร่วมกัน | การอบรม ขอบเขตความลับ และระบบส่งต่อ | ควรคำนึงถึงเวลาอบรมและผู้รับผิดชอบโครงการ |
| เวิร์กช็อป | ใช้กับทีมเพื่อสร้างความเข้าใจและช่องทางช่วยเหลือ | ความเหมาะสมของเนื้อหา การเข้าร่วมโดยสมัครใจ และการติดตามต่อ | อาจคิดตามครั้ง จำนวนผู้เข้าร่วม หรือรูปแบบออนไซต์ |
ไม่มีรูปแบบใดคุ้มค่าที่สุดสำหรับทุกหน่วยงาน เพราะ ราคาแพ็กเกจ จำนวนครั้งปรึกษาที่เหมาะสม และขอบเขตสวัสดิการ ต้องตรวจสอบกับผู้ให้บริการ นายจ้าง หรือประกันสุขภาพที่เกี่ยวข้องโดยตรง
ขั้นตอนเริ่มใช้บริการโดยไม่ละเลยความเป็นส่วนตัว
ตรวจสอบคุณวุฒิ ประสบการณ์ และขอบเขตการรักษาความลับ
ก่อนนัดหมาย ควรตรวจสอบว่าผู้ให้บริการมีคุณวุฒิและใบอนุญาตตามขอบเขตวิชาชีพที่เกี่ยวข้องหรือไม่ หากเป็นบริการสำหรับทีมกู้ชีพ การถามถึงประสบการณ์ในการทำงานกับบุคลากรงานฉุกเฉินอาจช่วยให้ประเมินความเหมาะสมของบริการได้
อีกเรื่องที่ไม่ควรข้ามคือ นโยบายความลับ ควรถามว่าเนื้อหาการปรึกษาถูกเก็บอย่างไร ข้อมูลใดอาจถูกเปิดเผยตามข้อยกเว้น และองค์กรจะได้รับรายงานในระดับใด สำหรับ EAP ที่ดีต่อการตัดสินใจของทั้งสองฝ่าย ควรแยกข้อมูลระบุตัวบุคคลออกจากข้อมูลภาพรวมขององค์กรอย่างชัดเจน
คำถามสำคัญก่อนนัดหมายหรือขอใบเสนอราคาสำหรับองค์กร
- ค่าใช้จ่ายคิดแบบรายคน รายครั้ง รายเดือน หรือสัญญาองค์กรแบบเหมาจ่าย?
- บุคลากรเข้าถึงการปรึกษาได้กี่ครั้งหรือกี่ชั่วโมงภายใต้เงื่อนไขใด?
- มีช่องทางออนไลน์ ออนไซต์ หรือการช่วยเหลือนอกเวลางานหรือไม่?
- เวลาตอบรับสำหรับการนัดหมายและกรณีต้องการความช่วยเหลือเร่งด่วนเป็นอย่างไร?
- ข้อมูลส่วนบุคคลและรายงานสำหรับองค์กรแยกกันอย่างไร?
- มีขั้นตอนส่งต่อเมื่อพบกรณีเสี่ยงหรือเกินขอบเขตบริการหรือไม่?
- ผู้ให้บริการมีคุณวุฒิ ใบอนุญาต และประสบการณ์ที่ตรวจสอบได้หรือไม่?
เลือกแนวทางตามสถานการณ์ของบุคลากรและหน่วยงาน
สำหรับผู้ปฏิบัติงานที่ต้องการปรึกษาเป็นการส่วนตัว
เริ่มจากมองหาช่องทางที่นัดหมายสะดวกและให้ความสำคัญกับความลับ อาจเป็นการปรึกษาโดยตรงหรือบริการที่อยู่ในสวัสดิการของนายจ้าง แต่ควรอ่านเงื่อนไขก่อนใช้ทุกครั้ง โดยเฉพาะข้อมูลที่องค์กรอาจได้รับและข้อยกเว้นของความลับ
หากยังไม่แน่ใจว่าจะเริ่มอย่างไร ลองเตรียมคำถามสั้น ๆ เช่น “การพูดคุยนี้เป็นความลับแค่ไหน” “หากต้องการเปลี่ยนผู้ให้บริการทำได้หรือไม่” และ “หากอาการหนักขึ้นจะถูกส่งต่ออย่างไร”
สำหรับหัวหน้าทีมที่พบความเครียดสะสมในหลายคน
หัวหน้าทีมสามารถช่วยสร้างบรรยากาศที่ไม่ตีตราการขอความช่วยเหลือ และแจ้งช่องทางที่มีอยู่โดยไม่บังคับให้ใครเปิดเผยเรื่องส่วนตัว การมีเพื่อนร่วมงานคอยรับฟังอาจช่วยให้คนเข้าถึงบริการเร็วขึ้น แต่ไม่ควรใช้การสนับสนุนภายในทีมแทนการประเมินโดยผู้เชี่ยวชาญในกรณีที่อาการรุนแรง
ในเชิงงบประมาณ อาจพิจารณาผสมหลายรูปแบบ เช่น มี EAP เป็นฐาน จัดเวิร์กช็อปเพื่อให้ข้อมูล และกำหนดกระบวนการส่งต่อสำหรับผู้ที่ต้องการการปรึกษารายบุคคล
สำหรับองค์กรที่ต้องการสวัสดิการระยะยาว
องค์กรควรเริ่มจากจำนวนบุคลากร ลักษณะการทำงานเป็นกะ ความจำเป็นของการเข้าถึงนอกเวลางาน และระดับการสนับสนุนที่ต้องการ หากต้องการข้อมูลสำหรับวางแผน ควรถามว่ารายงานผลเป็นข้อมูลภาพรวมแบบไม่ระบุตัวตนหรือไม่
อย่าตัดสินจากคำโฆษณาเรื่องผลลัพธ์เพียงอย่างเดียว เพราะผลลัพธ์ด้านสุขภาพจิตหรือการลดการลาออกของแต่ละโปรแกรมต้องตรวจสอบเป็นรายผู้ให้บริการ สิ่งที่ควรให้ความสำคัญก่อนคือ ความปลอดภัย ความชัดเจนของขอบเขตบริการ และการเข้าถึงจริงของบุคลากร
ข้อควรระวังหลังเผชิญเหตุรุนแรงและสัญญาณที่ไม่ควรรอ

เหตุใดการบังคับเล่าเหตุการณ์อาจไม่เหมาะกับทุกคน
หลังเผชิญเหตุรุนแรง แต่ละคนมีความพร้อมในการพูดถึงเหตุการณ์ไม่เท่ากัน การชวนเข้าร่วมเวิร์กช็อปหรือการพูดคุยจึงควรให้สิทธิเลือก และควรมีทางเลือกอื่นสำหรับผู้ที่ยังไม่พร้อมพูดต่อหน้ากลุ่ม
สิ่งสำคัญคือไม่ละเลยความต้องการของบุคคล ควรแจ้งช่องทางปรึกษาส่วนตัวและขั้นตอนส่งต่ออย่างชัดเจน เพื่อให้ผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือเลือกใช้บริการได้โดยไม่ต้องเปิดเผยข้อมูลเกินจำเป็น
วิธีขอความช่วยเหลือเร่งด่วนเมื่อมีความเสี่ยง
หากมีความเสี่ยงทำร้ายตนเองหรือผู้อื่น ให้ติดต่อ 1669 หรือขอความช่วยเหลือเร่งด่วนในพื้นที่ทันที ไม่ควรรอการนัดหมายตามปกติหรือพึ่งการพูดคุยกับเพื่อนร่วมงานเพียงอย่างเดียว
สำหรับองค์กร ควรตรวจสอบล่วงหน้าว่าผู้ให้บริการมีช่องทางรับมือกรณีเสี่ยงอย่างไร และบุคลากรสามารถหาคำแนะนำฉุกเฉินได้จากที่ใดเมื่ออยู่นอกเวลางาน
เกณฑ์เลือกและสรุปเปรียบเทียบก่อนตัดสินใจ
เช็กลิสต์ 7 ข้อสำหรับเลือกโปรแกรมที่เหมาะกับทีมกู้ชีพ
- ความลับ: มีนโยบายชัดเจนและอธิบายข้อยกเว้นได้หรือไม่
- การเข้าถึง: รองรับเวลาทำงานเป็นกะ ออนไลน์ หรือออนไซต์ตามความจำเป็นหรือไม่
- ผู้ให้บริการ: ตรวจสอบคุณวุฒิ ใบอนุญาต และประสบการณ์ได้หรือไม่
- ระบบส่งต่อ: มีขั้นตอนชัดเจนเมื่อพบกรณีเสี่ยงหรือเกินขอบเขตบริการหรือไม่
- รูปแบบบริการ: มีทั้งรายบุคคล กลุ่มสนับสนุน หรือเวิร์กช็อปตามความต้องการหรือไม่
- งบประมาณ: โครงสร้างค่าใช้จ่ายต่อคน ต่อครั้ง ต่อเดือน หรือเหมาจ่ายโปร่งใสหรือไม่
- รายงานองค์กร: รายงานภาพรวมโดยไม่เปิดเผยตัวบุคคลหรือไม่
ตัดสินใจจากงบประมาณ จำนวนบุคลากร และระดับการสนับสนุนที่ต้องการ
บุคคลที่ต้องการความเป็นส่วนตัวอาจเริ่มจากการปรึกษารายบุคคล ทีมเล็กอาจใช้กลุ่มเพื่อนช่วยเพื่อนร่วมกับช่องทางส่งต่อที่ชัดเจน ส่วนองค์กรขนาดใหญ่ที่ต้องการสวัสดิการต่อเนื่องอาจเปรียบเทียบ EAP หลายรูปแบบก่อนตัดสินใจ
การขอใบเสนอราคาควรเปรียบเทียบขอบเขตบริการพร้อมกัน ไม่ใช่เทียบตัวเลขค่าใช้จ่ายเพียงบรรทัดเดียว เพราะจำนวนผู้ใช้ ชั่วโมงปรึกษา ช่องทางบริการ และรายงานผลอาจต่างกันมาก
เกณฑ์การเลือกและสรุปเปรียบเทียบ
ก่อนเลือกโปรแกรม ให้ตรวจ นโยบายความลับ เวลาการเข้าถึงบริการ ระบบส่งต่อกรณีเสี่ยง คุณวุฒิของผู้ให้บริการ และ โครงสร้างค่าใช้จ่าย ให้ครบ หากเป็นองค์กร ให้ดูเพิ่มว่าบริการรองรับจำนวนบุคลากรและรายงานภาพรวมแบบไม่ระบุตัวตนได้หรือไม่
สำหรับการตัดสินใจขั้นสุดท้าย ควรขอรายละเอียดเงื่อนไขบริการและใบเสนอราคาจากผู้ให้บริการโดยตรง แล้วเปรียบเทียบสิ่งที่รวมอยู่ในแพ็กเกจอย่างรอบด้าน
ส่งท้าย
การดูแลใจของทีมกู้ชีพไม่ใช่เรื่องของความอ่อนแอ แต่เป็นส่วนหนึ่งของการทำงานในสภาพแวดล้อมที่มีแรงกดดันสูง โปรแกรมที่เหมาะสมควรช่วยให้บุคลากรเข้าถึงความช่วยเหลือได้โดยรู้สึกปลอดภัยและเป็นส่วนตัว
องค์กรไม่จำเป็นต้องเริ่มจากโครงการใหญ่เสมอไป แต่ควรเริ่มจากการทำให้ช่องทางช่วยเหลือชัดเจน ตรวจสอบได้ และพร้อมส่งต่อเมื่อจำเป็น
หากต้องเลือกระหว่างบริการหลายแบบ ให้ยึดความปลอดภัยของผู้ใช้และความชัดเจนของเงื่อนไขเป็นหลัก
ข้อมูลที่ควรรู้เพิ่มเติม
1. ค่าใช้จ่ายของโปรแกรมอาจคิดได้หลายแบบ เช่น รายคน รายครั้ง รายเดือน หรือสัญญาองค์กรแบบเหมาจ่าย
2. การสนับสนุนจากเพื่อนร่วมงานช่วยให้การขอความช่วยเหลือง่ายขึ้น แต่ไม่ใช่การทดแทนผู้เชี่ยวชาญในกรณีรุนแรง
3. ก่อนใช้ EAP ควรถามให้ชัดว่าองค์กรได้รับข้อมูลประเภทใดจากผู้ให้บริการ
4. ผู้ทำงานเป็นกะควรให้ความสำคัญกับช่องทางนอกเวลางานและวิธีติดต่อเมื่อเร่งด่วน
ข้อควรตรวจสอบสำคัญ
บทความนี้ใช้เป็นกรอบเปรียบเทียบบริการ ไม่ใช่การวินิจฉัยหรือคำแนะนำเฉพาะบุคคล ราคา จำนวนครั้งปรึกษา คุณวุฒิผู้ให้บริการ ขอบเขตประกัน และผลลัพธ์ของแต่ละโปรแกรมต้องตรวจสอบกับผู้ให้บริการ นายจ้าง หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อนตัดสินใจ หากมีความเสี่ยงทำร้ายตนเองหรือผู้อื่น ให้ติดต่อ 1669 หรือขอความช่วยเหลือเร่งด่วนในพื้นที่ทันที
คำถามที่พบบ่อย
Q1. โปรแกรมปรึกษาสุขภาพจิตสำหรับเจ้าหน้าที่กู้ชีพมีค่าใช้จ่ายเท่าไร?
A1. ไม่มีราคาเดียว เพราะค่าใช้จ่ายขึ้นกับรูปแบบบริการ จำนวนผู้ใช้ ชั่วโมงปรึกษา ช่องทางออนไลน์หรือออนไซต์ และรูปแบบรายงานสำหรับองค์กร ควรขอใบเสนอราคาและตรวจว่าคิดรายคน รายครั้ง รายเดือน หรือแบบเหมาจ่าย
Q2. EAP สำหรับองค์กรต่างจากการพบผู้เชี่ยวชาญแบบรายบุคคลอย่างไร?
A2. EAP มักเป็นระบบสนับสนุนที่องค์กรจัดให้บุคลากรหลายคน และอาจมีช่องทางปรึกษาหรือบริการเสริมตามเงื่อนไข ส่วนการพบผู้เชี่ยวชาญแบบรายบุคคลเน้นการนัดหมายเพื่อพูดคุยในเรื่องของผู้ใช้โดยตรง ทั้งสองแบบควรตรวจนโยบายความลับ ขอบเขตบริการ และขั้นตอนส่งต่อก่อนใช้
Q3. การปรึกษาผ่านโปรแกรมของนายจ้างเป็นความลับจริงหรือไม่?
A3. ต้องตรวจนโยบายของแต่ละโปรแกรมโดยตรง ควรถามว่าข้อมูลส่วนบุคคลถูกเก็บและเปิดเผยอย่างไร มีข้อยกเว้นของความลับเมื่อใด และองค์กรได้รับรายงานในระดับใดก่อนเริ่มใช้บริการ





